
กับดักประชาธิปไตย
กับดักประชาธิปไตย : บทบรรณาธิการประจำวันที่27ม.ค.2556
สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยในช่วงนี้อยู่ในกลุ่มที่น่าตกใจ เพราะสถานการณ์โลกและรอบบ้านเราไม่ค่อยดีในช่วง 2-3 ปีนี้ เเม้อเมริกา ญี่ปุ่น สภาวะเศรษฐกิจดูจะเริ่มดีขึ้นแต่ก็ยังไม่แน่นอน ค่าเงินบาทจึงแข็งขึ้น บางประเทศในยุโรป 1 ปีที่ผ่านมายังคงมีบางอย่างน่ากังวล บางประเทศส่อสัญญาณวิกฤติรอบสอง เช่น สเปน อิตาลี โปรตุเกส กรีซ อังกฤษ ส่วนเยอรมนีดีที่สุดแต่ยังเเสดงอาการไม่ค่อยดีจากการดึงเงินลงทุนในต่างประเทศกลับเข้ามาในประเทศตัวเอง ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกังวลว่าควรลงทุนที่ใดดีจึงหลั่งไหลเข้ามาในเอเชีย
ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเวทีวิพากษ์เศรษฐกิจของประเทศไทยที่น่าสนใจ โดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมปาฐกถาพิเศษถึงแนวนโยบายและให้ความคิดเห็นในประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะหนี้สาธารณะ ซึ่งรัฐบาลเห็นว่ายังมีความจำเป็น เพราะกำลังซื้อในประเทศจะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างดี เชื่อมโยงกับการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่ผู้คัดค้านการก่อหนี้เห็นว่าผิดวินัยการคลัง พร้อมทั้งมีการแสดงความเป็นห่วงในประเด็นการหาเสียงแบบประชานิยมเพื่อหวังคะแนนเสียงทางการเมืองมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม โดยจะสร้างความเสียหายต่อภาพรวมของเศรษฐกิจชาติในอนาคต
ต้องยอมรับว่าโครงการประชานิยมนั้นพรรคการเมืองมักใช้ในการหาเสียงเรียกความนิยม และก็ประสบผลสำเร็จได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเงินที่ควรจะนำไปลงทุนกลับถูกนำมาใช้ในรูปแบบต่างๆ หรือนำเงินกู้ในอนาคตมาใช้ก่อน เมื่อเงินที่กู้ไม่ได้นำมาลงทุนจึงไม่มีการกลับคืน เมื่อใช้ต้นทุนในอนาคตหมดไปความเสี่ยงของประเทศจะมากขึ้น ยุโรปใต้และกรีซเคยใช้นโยบายนี้โดยไม่คิดว่าจะเกิดปัญหา แต่เมื่ออเมริกาเกิดปัญหาขึ้น กรีซจึงเกิดปัญหาตามมา ฟิลิปปินส์ก็เช่นกัน เพราะคนที่บริหารรัฐบาลตอนนั้นไม่รับผิดชอบในนโยบายเเบบนี้
หลายคนได้แสดงความเป็นห่วงนโยบายการรับจำนำข้าว ท้ายสุดจะบานปลายและสร้างปัญหาหนี้สาธารณะขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มองว่า ความเสียหายจากการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวในปี 55 และปี 56 ที่รับจำนำข้าวทั้งประเทศประมาณ 33 ล้านตัน จะทำให้ขาดทุนปีละประมาณ 210,000 ล้านบาท หนี้สาธารณะปี 2562 จะพุ่งไปถึง 10,296,000 ล้านบาท หรือ 63.7% ของจีดีพีประเทศไทย ซึ่งจะทำให้สภาวะเศรษฐกิจของไทยอ่อนแอลงอย่างน่าเป็นห่วง
วิกฤติในอนาคตที่จะเกิดขึ้นนั้นคนจนจะกระทบมากที่สุดจากค่าครองชีพที่สูงมาก เพราะไม่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพ ส่วนชนชั้นกลางจะถูกเก็บภาษีมากขึ้นเพราะรัฐไม่มีรายได้ นักลงทุนจะโยกการลงทุนไปในประเทศอื่นแทน นโยบายนี้เกิดจากความรู้สึกโดยไม่ได้มองอนาคต ในโครงการรถคันแรกนั้น ผู้ประกอบการดีใจที่สุดแต่คนซื้อจะได้รถจากความรู้สึกแทน เรื่องแบบนี้รัฐบาลที่ทำนั้นจะไม่รับผิดชอบเพราะอาจพ้นตำแหน่งไปแล้วหลังจากปัญหาเกิด คนที่มาใหม่ต้องแก้ไขแทน จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่งกับภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในอนาคตที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล กับการพัฒนาประเทศและโครงการประชานิยมที่รัฐบาลเตรียมทยอยปล่อยออกมาอีก



