
คดี'มาร์ค-ตู่'ไกลเกินไกล่เกลี่ย
คดี'อภิสิทธิ์-จตุพร' ไกลเกินไกล่เกลี่ย : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
คดีการฟ้องร้องระหว่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับ "ตู่" จตุพร พรหมพันธุ์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในคดีที่ "อภิสิทธิ์" ยื่นฟ้อง "ตู่" ในข้อหาหมิ่นประมาท เรียกได้ว่า เป็น "คู่กรณี" ที่มีคดีฟ้องร้องกันหลายคดี
ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา ก็ถือเป็นอีกหนึ่งคดีที่ศาลอาญาได้เปิดช่องให้ "คู่กรณี" ได้เจรจาไกล่เกลี่ยกัน
ในคดีดำหมายเลข อ.4176/2552 ที่ "อภิสิทธิ์" ได้ฟ้อง "จตุพร" ในข้อหาหมิ่นประมาทจากการขึ้นปราศรัยบนเวที นปช. กล่าวถึง "อภิสิทธิ์" ทำนองว่า ยึดพระราชอำนาจ โดยไม่เสนอให้มีการยื่นฎีกาพระราชทานอภัยโทษแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และกล่าวหา "อภิสิทธิ์" เป็นฆาตกร อาชญากร สั่งทหารฆ่าประชาชนและสร้างสถานการณ์การจลาจลที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง นางเลิ้ง และถนนเพชรบุรี ซอย 5 และซอย 7 ช่วงเดือนเมษายน 2552 และเหตุการณ์จลาจลช่วงประชุมผู้นำอาเซียน ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี
โดยศาลนัดเจรจาไกล่เกลี่ยวันที่ 29 มกราคมนี้ เวลา 09.00 น. ซึ่งคดีนี้ถือเป็นสำนวนสุดท้ายที่รอการพิจารณาของศาล
แต่ถ้านับย้อนหลังที่ "อภิสิทธ์" ยื่นฟ้อง "จตุพร" ถือว่าไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้ศาลอาญามีคำพิพากษาคดีเสร็จสิ้นแล้ว 3 สำนวน คือ
1.คดีกล่าวหา "อภิสิทธิ์" ทำตัวเสมอพระเจ้าแผ่นดิน ในการเข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลรายงาน ซึ่งคดีนี้ศาลอาญาได้พิพากษาให้จำคุก "จตุพร" 6 เดือน และปรับ 5 หมื่นบาท
โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การจัดที่นั่งในการเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นหน้าที่ของสำนักพระราชวัง ที่เป็นผู้ดำเนินการว่าจะต้องมีการจัดเก้าอี้อย่างไร ที่ "จตุพร" อ้างว่าไม่รู้ระเบียบของสำนักพระราชวังนั้น เป็นคำพูดที่เลื่อนลอย ไม่สมเหตุสมผล การวิจารณ์ของ "จตุพร" เกินเลยในการทำหน้าที่ของนักการเมือง
2.คดีที่ใส่ความ "อภิสิทธิ์" ทำนองว่า เป็นคนสั่งทหารให้ไปยิงประชาชน เป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือดฆ่าประชาชน ใส่ร้ายประชาชนกลุ่มคนเสื้อแดง
ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก "จตุพร" 6 เดือน ปรับ 5 หมื่นบาท เนื่องจากศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยกล่าวปราศรัยทำนองว่าโจทก์เป็นประธานนั่งประชุมวางแผนล้อมปราบประชาชน ทำให้คนเสื้อแดงอาจมีความคิดคล้อยตาม ทั้งที่เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีหลักฐานใดมาสนับสนุน แม้โจทก์เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้อยคำของจำเลยเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกล่าวหาและใส่ร้าย จึงไม่เป็นการกระทำโดยสุจริตหรือติชมด้วยความเป็นธรรม แต่เป็นการปราศรัยเพื่อยั่วยุปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อก่อให้เกิดความเกลียดชังในตัวโจทก์ ซึ่งจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่จำเลยปราศรัยเป็นความจริง
3.คดีกล่าวหา "อภิสิทธิ์" หลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ศาลให้ยกฟ้อง เนื่องจากศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ทั้งสองเป็นนักการเมืองคนละพรรค การวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามอันเป็นการโต้ตอบทางการเมืองตามวิถีทางการเมืองระบอบประชาธิปไตย ย่อมมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ขณะที่เอกสารผ่อนผันเกณฑ์ทหารแม้ไม่เท็จแต่มีพิรุธน่าสงสัยหลายประการและยังไม่ปรากฏว่าเอกสารที่จำเลยนำมาอ้างนั้นโจทก์ได้โต้แย้งว่าเป็นเอกสารปลอมหรือเท็จ
การที่ศาลเปิดโอกาสให้ "คู่กรณี" ได้เจรจาไกล่เกลี่ยในคดีดำหมายเลข อ.4176/2552 หากพิจารณาจากคดีย้อนหลังทั้ง 3 คดี ดูแนวโน้มการไกล่เกลี่ยคงยาก เพราะจากการให้สัมภาษณ์ของ "อภิสิทธิ์" เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ระบุว่า จะมีการอุทธรณ์ทั้งสองกรณี คือ คดีศาลอาญาสั่งจำคุก "จตุพร" คดีหมิ่นประมาทสั่งฆ่าประชาชน และยกฟ้องกรณีเกณฑ์ทหาร
โดย "อภิสิทธิ์" บอกว่า "จะมีการอุทธรณ์ทั้งสองกรณี เพราะกรณีแรกเห็นว่า โทษที่ได้ไม่ควรรอลงอาญา เนื่องจากนายจตุพรเคยถูกศาลตัดสินจำคุกและรอลงอาญามาก่อนหน้านี้แล้ว โดยเฉพาะในกรณีของผม (คดีกล่าวหา "อภิสิทธิ์" ทำตัวเสมอพระเจ้าแผ่นดิน) ส่วนประเด็นเรื่องทหารที่ศาลชี้ว่า แม้จะได้รับการผ่อนผันหรือไม่ได้ใช้เอกสารเท็จ แต่คุณจตุพรก็มีสิทธิ์สงสัยหรือตรวจสอบได้ ซึ่งจะอุทธรณ์ในประเด็นนี้ด้วย และเห็นว่าคงไม่มีใครนำประเด็นนี้ไปขยายผลได้ เนื่องจากศาลไม่ได้ชี้ว่าผมกระทำผิด แต่ศาลบอกว่าเป็นการหมิ่นประมาท"
คำกล่าวดังกล่าวก็พอจะคาดเดาออกว่า เจรจาไกล่เกลี่ยคดีสุดท้ายจะออกมาแบบไหน!
การแจ้งเกิดทางการเมืองของ "ตู่" ตั้งแต่สมัยเป็นผู้นำนักศึกษาช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535 ต้องยอมรับว่าได้ดิบได้ดี เพราะมีพรสวรรค์เรื่องการพูด เพราะไม่ว่าจะขึ้นเวทีไหนมักได้รับเสียงหัวเราะพร้อมกับเสียงปรบมือชื่นชมจากผู้ฟังทุกครั้งที่ขึ้นเวที
เส้นทางการเมืองจากผู้นำนักศึกษา จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งเป็น "โฆษกพรรคไทยรักไทย" พร้อมกับได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในคณะทำงานชุดปราศรัยหาเสียงเลือกตั้ง โดยออกปราศรัยช่วยผู้สมัครพรรคไทยรักไทยทั่วประเทศ
ถือเป็นการการันตีความเป็นนักปราศรัยได้เป็นอย่างดี "ตู่" ได้ดิบได้ดีในฐานะ "ส.ส.บัญชีรายชื่อ" ก็เพราะปาก
แต่ยังไม่ทันก้าวถึงดวงดาวเขาก็ต้องถูกคุมขัง เพราะการปราศรัย จน "ปากพาไป" ด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ทุกวันนี้ "จตุพร" ต้องพ้นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. "ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง" โดยที่ยังมีคดีความติดตัวอยู่หลายคดี
แค่คดีที่ "อภิสิทธิ์" ยื่นฟ้องดูเหมือนโทษจะเบา แต่ถ้านับเวลาต้องโทษแล้ว อาจทำให้ "ตู่" ลงไปนอน "นับดาว" ได้เหมือนกัน
.............
(หมายเหตุ : คดี'อภิสิทธิ์-จตุพร' ไกลเกินไกล่เกลี่ย : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)



