คอลัมนิสต์

'ปรากฏการณ์31ก.พ.'มากกว่าแค่เรื่องขำๆ

'ปรากฏการณ์31ก.พ.'มากกว่าแค่เรื่องขำๆ

24 ม.ค. 2556

'ปรากฏการณ์ 31 ก.พ.'มากกว่าแค่เรื่องขำๆ : กระดานความคิด โดยสุทธิชัย หยุ่น

               นี่ไม่ใช่เรื่องตลกโปกฮาที่ใครก็สามารถสร้างขึ้นมา เพื่อเรียกร้องความสนใจ หากแต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดได้เฉพาะในประเทศไทยกระมัง

               เพราะเจ้าหน้าที่รัฐต้องเป็นฝ่ายกำหนดชะตากรรมของชาวบ้านเสมอ แม้ว่าที่มาของความผิดพลาดนั้นๆ จะเกินความสามารถ และจินตนาการของพลเมืองดีของประเทศนี้ก็ตาม

               ก่อนหน้านี้ คุณสังเวียน ขุนเจริญ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว แจ้งให้เพื่อนร่วมชาติที่มีบัตรประชาชนเหมือนกันว่าบัตรของท่านแสดงวันเกิดเป็นวันที่ “30 ก.พ.”

               เมื่อเรื่องนี้เปิดเผยในสื่อ, ก็เกิดปฏิกิริยากว้างขวาง ตอกย้ำถึงปัญหาของระบบราชการที่ยังมีซอกหลืบที่แก้ไขให้ทันสมัยไม่ได้

               ถึงขั้นที่รัฐมนตรีมหาดไทย ออกมาบอกว่าผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านท่านนั้น “สมควรตาย” หรืออะไรทำนองนั้น

               วันนี้ คุณสังเวียน ได้บัตรประชาชนที่แสดงวันเกิดจริงแล้วหรือยังไม่ทราบ แต่พายุชีวิตที่ถาโถมเข้าใส่ท่านหลังจาก “ทำความจริงให้ประจักษ์” แล้วมีผลทำให้ท่านต้องลาออกจากงานการกันทีเดียว

               กรณี “31 ก.พ.” กับชาวบ้านวัย 52 ชื่อ คุณบัวไร เผ่าแสง แห่งบ้านเลขที่ 9 หมู่ 11 ต.นนทรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ที่ไม่เพียงบอกว่าวันเกิดเป็นวันที่ 31 ก.พ. 2504 เท่านั้น แต่ยังระบุวันหมดอายุวันที่ 30 ก.พ. 2563 อีกด้วย

               คุณบัวไร อยู่กับบัตรประชาชนใบนี้มาเป็นสิบๆ ปี แล้ว เคยติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอเปลี่ยนหลักฐานวันเดือนปีเกิดในบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้าน

               แต่ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่า “ให้ใช้หลักฐานตามนี้ไปก่อน” จนถึงวันนี้

               คุณบัวไร บอกว่า เห็นข่าวจากสื่อมวลชนว่ามีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่ จ.สระแก้ว มีบัตรประจำตัวประชาชน ระบุวันเกิดที่ 30 ก.พ. 2503 คล้ายกับตน และสามารถแก้ไขหลักฐานวัน เดือน ปี เกิดได้ จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ช่วยแก้ไขวันเดือนปีเกิดให้ตรงกับที่ตนเกิดจริง คือวันที่ 31 ม.ค. 2504

               คุณบัวไร บอกว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยไปทำบุญวันเกิดของตน เพราะในปฏิทินไม่มีวันที่ 31 ก.พ.

               ผมไม่ได้มองว่าข่าวชิ้นนี้เป็น “Believe it or Not” หรือ “เชื่อหรือไม่?” แต่เป็นประเด็นของการบริหารบ้านเมืองที่จะต้องได้รับการวิเคราะห์เกาะติดและแก้ปัญหาระบบราชการอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

               ต้องยอมรับว่าระบบการทำบัตรประชาชน และทะเบียนราษฎร ของกรมการปกครอง, กระทรวงมหาดไทย, ในหลายปีที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงอย่างน่าชื่นชม ใครไปทำบัตรประชาชนในระยะหลังโดยเฉพาะในเขตที่อยู่ตัวเมือง มีระบบถ่ายภาพและคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย ก็ได้รับความสะดวก และบริการที่น่าประทับใจ

               ผมได้แสดงความชื่นชมกับการปรับปรุงของกรมการปกครอง ในเรื่องนี้พร้อมๆ กับการแสดงความขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้ยกระดับการทำหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต ที่มีมาตรฐานรับใช้ประชาชนดีขึ้นอย่างดีเยี่ยม

               สะท้อนถึงความสำนึกในหน้าที่ “บริการประชาชน” ของเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีการปรับปรุงตนเองขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ เป็นตัวอย่างสำหรับหน่วยราชการอื่นๆ ที่น่าเอาแบบอย่างยิ่ง

               แต่ช่องว่างระหว่างเมืองหลวงกับต่างจังหวัดยังมีให้เห็น กรณี “30 ก.พ.” และ “31 ก.พ.” ที่ปรากฏในบัตรประชาชนนั้นเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของปัญหานี้ที่จะต้องได้รับการแก้ไข

               ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำเอกสารทางการนั้นทำได้ก็แต่ตามคำสั่งที่มนุษย์ป้อนเข้าไปเท่านั้น และระบบที่กระทรวงมหาดไทย มีเพื่อการนี้อาจจะยังไม่ “ฉลาด” พอที่จะเด้งขึ้นมาบอกว่า “30 ก.พ. ไม่มีในสารบบโลกแห่งนี้” เพื่อให้เจ้าหน้าที่แก้ไข

               แต่เมื่อเกิดความพลาดพลั้งแล้ว เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องแก้ไขโดยพลัน โดยเฉพาะเมื่อเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่าความผิดพลาดนั้นเป็นของเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียวแน่นอน เพราะประชาชนที่มาทำบัตรประชาชนย่อมจะต้องมีเอกสารใบเกิดมาให้ และอะไรที่อยู่นอกเหนือความเป็นไปได้ย่อมเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่จะต้องแก้ไข “โดยไม่ชักช้า”

               การที่เจ้าหน้าที่บอกคุณบัวไร ว่า “ให้ใช้หลักฐานนี้ไปก่อน” เป็นเวลาหลายๆ ปีเช่นนี้ย่อมไม่ใช่วิธี “บริการประชาชน” ในมาตรฐานที่ควรจะเกิดในยุคนี้สมัยนี้

               สองกรณีนี้อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ ที่อาจจะผิดพลาดได้ แต่เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึง “ทัศนคติ” ของเจ้าหน้าที่รัฐต่อชาวบ้าน และปรัชญาการทำงานที่ยังห่างไกลจากมาตรฐานอันควรจะเป็น

               เพราะไม่เพียงแต่จะต้องแก้ไขข้อผิดพลาดโดยพลันเท่านั้น หากแต่ยังต้องขอโทษประชาชนที่ต้องทนรับสภาพเช่นนี้โดยไม่รู้จะอุทธรณ์กับใครในระบบราชการได้เลย

               เชื่อไหมครับว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องใช้ชื่อหรือนามสกุลของตนทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ชื่อหรือสกุลที่พ่อแม่ตั้งให้ ก็เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนราษฎรของอำเภอยุคหนึ่งตัดสินว่าต้องเป็นเช่นนั้น ทั้งๆ ที่ผิดไปจากเจ้าของชื่อต้องการ

               เหตุก็เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่า “ผมเขียนชื่อคุณไปอย่างนี้แล้ว คุณเอาตามนี้ก็แล้วกัน!”

               ที่นี่ประเทศไทย!