คอลัมนิสต์

ยังมีหวัง

ยังมีหวัง

22 ม.ค. 2556

ยังมีหวัง : บทบรรณาธิการประจำวันที่22ม.ค.2556

               การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้เริ่มขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว ภายหลังผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หมายเลขประจำตัวกันเป็นที่เรียบร้อยทั้ง 18 คน และทันทีที่ได้หมายเลขประจำตัว ผู้สมัครทุกคนต่างก็เริ่มออกหาเสียง แสดงวิสัยทัศน์ เพื่อเป็นตัวเลือกให้แก่ประชาชนคนเมืองหลวงที่มีสิทธิเลือกตั้ง ได้นำไปเปรียบเทียบเพื่อเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ดีที่สุด ที่คาดว่า น่าจะเข้ามาแล้วแก้ปัญหาให้แก่คนเมืองหลวงแห่งนี้ได้มากที่สุด เพราะจะว่าไปแล้วปัญหาของคนเมืองนั้น กรุงเทพมหานครนับว่าเป็นเมืองที่มีปัญหามากที่สุดในประเทศไทย

               แต่เดิมนั้นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นข้าราชการการเมืองที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ 2518 ภายหลังการประกาศใช้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2518 ซึ่งกำหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นทบวงการเมือง มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มาจากการเลือกตั้งและอยู่ในตำแหน่งตามวาระ 4 ปี นายธรรมนูญ เทียนเงิน คือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง แต่คาดว่าความตื่นตัวของคนกรุงในช่วงนั้นมีไม่มากนัก ดูได้จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่มีเพียงแค่ร้อยละ 13.86 เท่านั้น ขณะเดียวกันผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนแรกก็อยู่ได้ไม่ครบเทอม และกลับไปใช้วิธีแต่งตั้งแบบเก่าได้ผู้ว่าฯ มาบริหารรวม 4 คน กระทั่งเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2528 ถึงได้มี พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มาจากการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เกิดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งที่ 2 ขึ้นปลายปี พ.ศ. 2528 ซึ่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้เป็นผู้ว่าฯ

               การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครถูกยกให้เป็นตัวอย่างของการกระจายอำนาจลงไปยังท้องถิ่น แต่นับตั้งแต่มีผู้ว่าราชการจากการเลือกตั้งคนแรกจนกระทั่งวันนี้ ก็ยังไม่มีจังหวัดใดในประเทศไทย ได้มีโอกาสเลือกตั้งผู้ว่าราชกรจังหวัดเป็นของตนเอง แต่การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดก็ยังเป็นการเลือกจากเครือข่ายการเมืองระดับชาติ แนวนโยบายในการบริหารจัดการเมืองยังไม่ชัดเจนเหมือนกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ผู้สมัครแต่ละคนคิดค้นร่วมกับทีมงานแล้วนำมาประชันกันกับผู้สมัครรายอื่นๆ โดยที่กลิ่นอาย "การเมือง" นั้น แทบจะไม่กระทบจนถึงขั้นรับรู้ถึงความรุนแรงกันเลยทีเดียว

               หากการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยังคงรักษาภาพลักษณ์ในการหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ใส่ร้าย ไม่ทำลาย แต่นำเอาแนวคิด แนวทางที่เป็นไปได้มานำเสนอเพื่อให้คนเมืองหลวงได้เลือกผู้ว่าฯ ในดวงใจ ก็น่าจะเป็นตัวอย่างให้แก่การเลือกตั้งท้องถิ่นในพื้นที่ต่างๆ ได้ว่า ระบบพวกพ้อง การทุจริต หว่านเงินซื้อเสียง ก็น่าจะค่อยหดหายเจือจางลง นั่นย่อมหมายความว่า ความหวังของประเทศไทยยังมีอยู่