คอลัมนิสต์

คำตอบสุดท้าย'มาร์ค-สุเทพ'ขัด157?

คำตอบสุดท้าย'มาร์ค-สุเทพ'ขัด157?

21 ม.ค. 2556

ศาลยุติธรรมคำตอบสุดท้าย 'มาร์ค-สุเทพ'ขัด157? : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

            ภายในสัปดาห์นี้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ส.ส.สุราษฎร์ธานี เตรียมยื่นฟ้อง "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ รวม 4 คน ต่อศาลอาญา ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จากกรณีกล่าวหา "อภิสิทธิ์ และสุเทพ" ในคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมทางการเมือง ปี 2553

            การแจ้งข้อหาของ "ดีเอสไอ" ที่ระบุว่า "อภิสิทธิ์ และสุเทพ" สั่งฆ่าประชาชนและทำร้ายประชาชนให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยอ้างหลักกฎหมายอาญา มาตรา 150 โดยไม่ระบุตำแหน่งบุคคลทั้งสองในฐานะ "เจ้าหน้าที่รัฐผู้ที่ออกคำสั่ง" และไม่ได้ส่งเรื่องให้ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) พิจารณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต

            จึงเกิดคำถามว่า การกระทำของ "ดีเอสไอ" สามารถกระทำได้หรือไม่

            "วิชา มหาคุณ" กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีการสลายการชุมนุม กลุ่มนปช. มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า ต้องพิสูจน์การพิจารณาคดีจะต้องดูจุดประสงค์ว่ามีคำสั่งเห็นผลหรือไม่ หรือบุคคลนั้นมีหน้าที่หรือไม่ ซึ่งฝ่ายฟ้องต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า มีหลักฐานเพียงพอว่า การส่งกองกำลังออกไปแล้วมีการตายหรือไม่ และมีปัจจัยอื่นเข้าแทรกซ้อนหรือไม่ โดยกระบวนหาพยานหลักฐานต้องใช้หลักเหตุผล และดีเอสไอมีหลักฐานเหล่านี้หรือไม่

            ส่วนที่ ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนกรณีการเสียชีวิต 13 ศพ ที่ดีเอสไอส่งข้อมูลว่า การเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ และส่งเพิ่มเติมอีก 3 ราย "วิชา" กล่าวว่า สิ่งที่คณะอนุกรรมการดำเนินการไม่เกี่ยวกับการตั้งข้อหานายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ว่าสั่งฆ่าใครหรือไม่สั่งฆ่าใคร แต่ ป.ป.ช.จะพิจารณาว่า บุคคลทั้งสองมีหน้าที่อะไร และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ โดยป.ป.ช.จะใช้หลักฐานพยานเอกสาร บุคคล รวมทั้งคำพิพากษาของศาลมาประกอบการพิจารณาคดี

            "หากมีข้อโต้แย้งระหว่างจะส่งฟ้องศาล หากฝ่ายอัยการที่ร่วมพิจารณาคดีกับดีเอสไอและอัยการที่ทำหน้าที่สั่งฟ้อง จะฟ้องทั้งสองคนในฐานะที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อัยการที่พิจารณาคดีร่วมกับดีเอสไอ เขาก็ทำหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะต้องร่วมสืบคดี เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีพิเศษ แต่เมื่อดีเอสไอสรุปสำนวนส่งฟ้องอัยการ อัยการก็ไม่จำเป็นจะต้องเห็นพ้องกับดีเอสไอ หรือพิจารณาคดีตามความเห็นที่ดีเอสไอเสนอ เนื่องจากอัยการมีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ ไม่ใช่ต้องเห็นตามดีเอสไอ จะเห็นได้ว่า มีหลายคดีที่อัยการก็เห็นแย้งกับ ป.ป.ช.และดีเอสไอ มีหลายเรื่องที่เขาไม่ฟ้องให้" กรรมการป.ป.ช.กล่าว

            นอกจากนี้ "วิชา" ได้ยกตัวอย่างกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมผู้ต้องหา แล้วถูกดำเนินคดี ซึ่งตามข้อกฎหมายตำรวจก็มี 2 สถานะ ต้องดูว่ากลั่นแกล้งเขาหรือไม่ ใช้อำนาจเกินกฎหมายหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้เคยมีแนวตัดสินของศาลฎีกาว่า หากเป็นเจ้าหน้าที่และมีการปฏิบัติหน้าที่เกินกว่าตำแหน่งหน้าที่ก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามมาตรา 157 และจะถือว่าการซ้อมผู้ต้องหาไม่ได้ทำในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ ส่วนกรณีทำร้ายร่างกายก็อีกข้อหาหนึ่ง เวลาฟ้องก็จะมีหลายกรรม หลายวาระ การพิจารณาคดีของศาลจะยึดหลักกฎหมาย มองเป็นระบบ ไม่ใช่แยกส่วน

            สำหรับความคืบหน้าการไต่สวนคดีการสลายการชุมนุม "วิชา" กล่าวว่า ป.ป.ช.ได้ทำเรื่องขอเอกสารพยานหลักฐานจากดีเอสไอว่าได้มีการดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพอย่างไร เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาคดีว่าเป็นกรรมเดียวกันหรือไม่ และหากเป็นกรรมเดียวกันก็จะต้องดูว่า อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.หรือไม่ โดยป.ป.ช.จะต้องรอคดีที่พนักงานสอบสวนสวนส่งคดีทั้งหมดให้ศาลไต่สวนให้ครบทั้งหมดก่อน เพราะจะต้องดูว่า สาเหตุการตายเกิดขึ้นจากอะไร ตายเพราะคำสั่งที่เกิดจากการทำหน้าที่ของ ศอฉ.หรือไม่

            "วิชา" กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีคดีที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองในปี 53 ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอาญา โดยเฉพาะคดีก่อการร้าย ซึ่งสามารถจับกุมกลุ่มติดอาวุธซึ่งเข้าร่วมกับกลุ่มชุมนุมได้ นักข่าวควรจะต้องตามว่า คดีเหล่านี้ไปถึงไหนแล้ว การสอบสวนพยานหลักฐานพบอะไรบ้าง เพราะคดีนี้อัยการเป็นผู้ส่งฟ้องศาลเอง

            "การพิจารณาคดีไม่ได้ดูพยานหลักฐานเอกสาร บุคคล อย่างเดียว และต้องดูบริบทและสภาพแวดล้อมด้วย ส่วนตัวผมเห็นว่า การต่อสู้คดีนี้น่าจะยาว เนื่องจากมีการพิจารณาเป็นรายคดี ซึ่งอยู่ที่ศาลว่ารวมเป็นคดีเดียว หากต่างกรรม ต่างวาระ ก็จะต้องยาว และผู้ที่ถูกกล่าวหาก็ต้องสู้คดี เพราะถูกตั้งข้อหาสั่งฆ่า พยายามฆ่า" กรรมการป.ป.ช. กล่าว

            การฟ้องคดีการสลายการชุมนุมครั้งนี้ มีการส่งฟ้องเป็นรายคดีทำให้ถูกมองว่าเป็นเกมการเมือง ในเรื่องนี้ "วิชา" ไม่อยากมองเป็นเรื่องการเมือง เพราะการพิจารณาคดีของศาลจะมองทั้งระบบ ไม่ว่าเป็นการไต่สวนของศาล หรือป.ป.ช.การพิจารณาพยานหลักฐานและข้อกฎหมายก็จะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กฎหมายจะขัดกันเองไม่ได้ ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่จะไม่ท้วงติง หรือตำหนิใคร ถือว่าแต่ละฝ่ายต้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของตนเอง ใครจะฟ้องใครก็สู้กันไป ผู้ที่ถูกฟ้องก็ต้องตอบให้ได้ว่ามีหน้าที่อะไรในการแก้ไขสถานการณ์ในขณะนั้น

            หลายคนสงสัยว่า เมื่อดีเอสไอสืบสวนคดีเสร็จแล้วและส่งฟ้องศาล สุดท้ายคดีสลายการชุมนุมปี 2553 จะกลับมาที่ ป.ป.ช.หรือไม่ "วิชา" กล่าวว่า ศาลยุติธรรมจะเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นว่า คดีและข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวก็ต้องกลับมาดูว่าเป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ และการปฏิบัติหน้าที่จะเข้าตามหลักข้อกฎหมายมาตรา 157 ของป.ป.ช.หรือไม่

................

(หมายเหตุ : ศาลยุติธรรมคำตอบสุดท้าย 'มาร์ค-สุเทพ'ขัด157? : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)