
ปี่กลองเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เริ่มเชิด
ปี่กลองเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เริ่มเชิด : บทบรรณาธิการประจำวันที่20ม.ค.2556
เสียงปี่กลองสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เริ่มเชิดให้เห็นอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) ประกาศให้มีการเปิดรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ระหว่างวันที่ 21-25 มกราคมนี้ ซึ่งเค้าหน้าของผู้สมัครก็เห็นชัดมาก่อนหน้านี้ โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร แชมป์เก่าจากพรรคประชาธิปัตย์ และผู้ท้าชิงจากพรรคเพื่อไทย พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ขณะที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายโฆสิต สุวินิจจิต อดีตผู้บริหารองค์กรสื่อมวลชนภาคเอกชน เปิดตัวในฐานะผู้สมัครอิสระ
แม้สปอตไลท์จะจับฉายไปที่ตัวแทนจากสองพรรคการเมืองใหญ่ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าชื่อและชั้นของผู้สมัครอิสระทั้งสองคนที่ปรากฏออกมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น จะเป็นเพียงไม้ประดับหรือถูกมองแค่ว่าสร้างสีสันให้สนามประชาธิปไตยในเมืองหลวงเท่านั้น เพราะประวัติศาสตร์การเลือกตั้งพ่อเมือง กทม.ในรอบ 28 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่า ค่ายการเมืองอาจจะไม่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผู้สมัครได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. โดยเฉพาะยุคแรกๆ ของการเลือกตั้ง ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. มักจะเป็นผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรคการเมือง นั่นสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกลักษณะส่วนตัวของผู้สมัครในห้วงเวลานั้นสอดรับกับรสนิยมของคนกรุง เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลต่อการจัดหนักหย่อนบัตรลงคะแนนให้
ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น แต่ความที่เป็นเมืองหลวงศูนย์กลางของอำนาจทั้งเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ยึดโยงให้เห็นนัยการเมืองสนามใหญ่ จึงเป็นที่สนใจและจับตามองจากทุกชนชั้นของประเทศไม่เว้นแม้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประชาธิปไตยแบ่งขั้วชัดเจนแบบนี้ ทำให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จากผู้สมัครที่มาจากสองพรรคใหญ่ครั้งนี้จะเป็นไปอย่างเข้มข้น เนื่องจากผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวชี้วัดคะแนนนิยมของพรรคการเมืองในพื้นที่ กทม. เมื่อเดิมพันมีสูงนโยบายของแต่ละพรรคแต่ละคนจึงเป็นจุดขายที่สำคัญที่คน กทม.อยากรู้อยากเห็นวิสัยทัศน์ว่าใน 4 ปีข้างหน้านี้ อนาคตของ กทม.จะเดินไปในทิศทางใด สามารถสรรค์สร้างเป็นจริงได้ขนาดไหน หรือเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อขายฝันชาวบ้านไปวันๆ
ในช่วง 6 สัปดาห์ของการหาเสียงนับแต่นี้ไป การเมืองในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จะเป็นจุดสนใจและเฝ้าติดตามจากคนทั่วประเทศ ซึ่งคนไทยอยากเห็นการแข่งขันแบบโปร่งใสตรงไปตรงมาในกรอบกติกาที่กฎหมายกำหนดหรือแฟร์เพลย์ ไม่มีการใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจทางการเมืองมาบิดเบือนกลั่นแกล้งหรือสร้างความได้เปรียบเสียปรียบป้ายสีให้เกิดความเสียหายแก่ผู้สมัคร เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือก อีกทั้งยังเป็นการยกระดับการเลือกตั้งในสนามอื่นๆ ทั้งท้องถิ่นหรือระดับประเทศให้เห็นอีกด้วย ส่วนใครจะได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปก็ขึ้นอยู่กับความสามารถคิดค้นนโยบายในการหาเสียงสร้างกระแสครองใจคนกรุงเทพฯ ได้มากที่สุด ก็ย่อมมีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 3 มีนาคมนี้



