
ตำรวจประกาศกร้าว...ไม่ยอมตกเป็นเมืองขึ้นของผู้มีอิทธิพล!
ตำรวจประกาศกร้าว...ไม่ยอมตกเป็นเมืองขึ้นของผู้มีอิทธิพล! : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข [email protected]
"อาหารญี่ปุ่นครับนาย" ชายหนุ่มอายุราว 30 ต้นๆ นำจานเสิร์ฟใบใหญ่ที่มีอาหารญี่ปุ่นหลากหลายชนิด ตกแต่งอย่างน่ารับประทาน เสิร์ฟให้นายตำรวจใหญ่ อาหารถูกลำเลียงมาเป็นระยะๆทั้งๆ ที่มีผู้รับประทานอาหารเพียง 2 คน
นักเลงเจ้าถิ่น ทำหน้าที่อย่างคนรู้งานในการดูแลนายตำรวจใหญ่ ภายหลังเสิร์ฟเสร็จเขาถอยห่างออกไปนั่งที่โต๊ะอาหาร ซึ่งตั้งอยู่ในระยะห่างที่สายตาสามารถมองเห็นและเดินมารับใช้นายได้ทันที หากนายแสดงท่าทีแม้เพียงเล็กน้อยว่าต้องการอะไรเพิ่มเติม(พร้อมสนองความต้องการนายอย่างไม่อั้น)
นายตำรวจเล่าให้ดิฉันฟังถึงประวัติที่ไม่ธรรมดาของ "เด็กเสิร์ฟ" คนนี้ และด้วยความโชคดีของวิธีการหาความรู้ด้วยการใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ในรูปแบบของชาติพันธุ์วรรณนาที่ต้องนำตัวเองเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมในชุมชนและสร้างความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้คนที่ต้องการหาความรู้ ส่งผลให้ดิฉันมีข้อมูลเดิมเกี่ยวกับชายหนุ่มผู้นี้เพียงพอที่จะสนทนากับผู้บังคับการได้โดยไม่ทำให้คู่สนทนารู้สึกว่ากำลังคุยอยู่กับคนที่ไม่รู้เรื่องราวในวงการนักเลงและวงการตำรวจ
ประสบการณ์ภาคสนามในชุมชนของดิฉันทำให้ดิฉันมีข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดของชายผู้นี้เป็นต้นทุนก่อนที่จะฟังคำบอกเล่าของนายตำรวจ เขามีพฤติการณ์การกระทำผิดทั้งในรูปแบบการทำร้ายร่างกาย ยาเสพติด อาวุธปืน การพนัน การกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสถานบันเทิงต่างๆ เพียงเขาไม่ใช่ "ตัวใหญ่” หากแต่เป็นผู้ช่วยที่เดินตามรอยเท้าพ่อของเขาอีกทีหนึ่ง...กระทำผิดทั้งครอบครัว (ธุรกิจครอบครัว)? ครอบครัวนักเลงที่มีลูกชายคนหนึ่งเป็นตำรวจระดับสัญญาบัตร! มิใช่จะโอ้อวดภูมิรู้ว่าเป็นนักวิจัยมืออาชีพ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลความเลวร้ายแห่งการกระทำผิดของคนในครอบครัวนี้นั้น เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางของคนในชุมชน...แต่ทำไมพวกเขาถึงยังคงเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมและแสดงให้สังคมรับรู้ว่ามีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดตำรวจใหญ่ในทุกระดับและผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการยุติธรรม วงการปกครอง และส่วนราชการต่างๆ
"เจ็บปวด เวลาที่เห็นตำรวจต้องมานั่งรินเหล้าให้มันกิน” สารวัตรสืบระบายความรู้สึกที่เห็นนายสิบตำรวจทำหน้าที่คอยดูแลรับใช้ชายหนุ่มนักเลงเจ้าถิ่นผู้มีบิดาเป็นผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่ถึงแม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นไปด้วยความสมัครใจ หากแต่ส่งผลกระทบมากมายต่อวงการตำรวจในสายตาของชาวบ้านที่นิยามความหมายว่า "ตำรวจรับใช้นักเลง” อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มบารมีให้แก่นักเลงอีกด้วย และส่งผลให้เพิ่มจำนวนผู้มาสวามิภักดิ์ มีพวกเยอะมากด้วยบารมีทบทวีด้วยการใช้วิธีการก่อร่างวัฒนธรรมอุปถัมภ์ในทุกรูปแบบ เพื่อในท้ายที่สุดแล้วก็จะทำให้สามารถมีอำนาจในการต่อรองที่เพิ่มขึ้นเมื่อกระทำสิ่งผิดกฎหมาย นอกเหนือจากการใช้อำนาจที่มิชอบในรูปแบบอื่นๆ ด้วย
เวลาผ่านไปไม่นาน ชายหนุ่มเลื่อนสถานะเป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่น...จากครอบครัวนักเลงกลายเป็นตระกูลนักการเมือง...ใหญ่โตคับจังหวัด สร้างความเดือดร้อน แย่งชิงผลประโยชน์และสร้างฐานอำนาจเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่พรรคพวกกลุ่มตนเอื้อต่อการกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ
“เวลาเขามาทำพิธีเปิด ไม่อยากจะเข้าร่วม แต่ก็ทำไม่ได้ พอยกมือไหว้ก็รู้สึกเสียความภูมิใจในตัวเอง” หัวหน้าส่วนราชการพูดถึงความรู้สึกที่มีต่อ(นักเลง)นักการเมืองท้องถิ่นในตระกูลนี้ ส่วนตำรวจถึงคราวแต่งตั้งโยกย้ายก็ต้องไปขอตั๋วจากบุคคลเหล่านี้
"ตำรวจต้องทำงานอย่างหนัก เป็นทีม และจำเป็นต้องมีผู้สนับสนุนที่ดีในการจัดการกับพวกที่ทำตัวเดินเข้าสู่เส้นทางผู้มีอิทธิพล ก่อนที่พวกเขาจะตั้งหลักเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หรือพูดง่ายๆ ตัดเส้นทางเสียก่อนที่พวกมันจะกลายมาเป็นนายเรา ไม่อย่างนั้นจะจัดการยาก”
ในห้วงเวลาที่ประสบการณ์ภาคสนามยังไม่มากพอ ดิฉันได้แต่สงสัยว่า ทำไมนักเลงที่ดิฉันพบพวกเขาในวงการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ ถึงมีความสนิทสนมกับผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการยุติธรรม ซึ่งมิใช่แต่เพียงเฉพาะตำรวจเท่านั้น...หากแต่ผู้ร้ายเหล่านี้เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องอุปถัมภ์กับทุกๆ ส่วนของวงการยุติธรรม และวงการปกครอง...ดิฉันตั้งคำถามอย่างนักวิจัยมือใหม่ในคราวนั้นว่า...คนเลวๆ ก้าวเข้ามาสู่โลกของการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนได้อย่างไร? และทำไมเขาต้องทำเช่นนั้น?
บัดนี้คำตอบชัดเจน...อาจดูได้จากความยากลำบากในการทำงานของตำรวจในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลต่างๆ บทเรียนที่ตำรวจภาค 2 ต้องใช้วิธีการประสานความร่วมมือกับศาลอาญากรุงเทพ และกองปราบปราม เพื่อปราบผู้มีอิทธิพลใน จ.ปราจีนบุรี เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า...อิทธิฤทธิ์ของกลุ่มผู้กระทำผิดที่สะสมอำนาจบารมีเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กลุ่มตนในการต่อสู้กับตำรวจนั้น อยู่ในระดับไม่ธรรมดา!
สังคมไทยโชคดีที่ได้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว มาเป็นผู้นำตำรวจ ผู้นำที่ทำงานติดดิน คลุกคลีร่วมกันกับผู้ปฏิบัติงานในทุกรูปแบบ และมีระบบการบริหารจัดการที่ดีเยี่ยม
แต่คนไทย โดยเฉพาะชาวบ้านจะโชคดียิ่งขึ้น หากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบันจะมอบนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล (ซึ่งน่าทำและท้าทายมากกว่าปราบเด็กแว้น) ให้ตำรวจทุกกองบัญชาการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ พร้อมให้การสนับสนุนทุกรูปแบบ
เรื่องยากๆ แบบนี้...ขอตั้งเป้าเพียงแค่ ทุกจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของกองบัญชาการตำรวจต้องปลอดจากผู้มีอิทธิพล ตำรวจจะไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของผู้มีอิทธิพลอีกต่อไป!...ยากไปรึเปล่าคะท่าน?!



