คอลัมนิสต์

จาก'แบกะดิน'ถึง'เสาไฟฟ้า'

จาก'แบกะดิน'ถึง'เสาไฟฟ้า'

16 ม.ค. 2556

จาก'แบกะดิน'ถึง'เสาไฟฟ้า' : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

                ฤดูเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาถึงอีกแล้ว ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วไป แต่บังเอิญว่า มหานครใหญ่ยังเป็นศูนย์กลางทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศนี้ เลยมีผู้คนสนใจราวกับการเลือกตั้งระดับชาติ
 
                นักการตลาดการเมืองเชื่อว่า "กระแส" ยังเป็นจุดชี้ขาดชัยชนะของสนามเมืองหลวง
 
                ตัวอย่างที่มีการกล่าวถึงกันบ่อยที่สุดคือ กรณีการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2528 เมื่อ "มหาจำลอง" ผู้สมัครหน้าใหม่ลงสนามสู้กับ "พรรคใหญ่" ที่ยึดครองสนามอยู่ อย่าง "ประชาธิปัตย์" และ "ประชากรไทย"
 
                พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ลงสมัครในนาม "กลุ่มรวมพลัง" อันประกอบด้วยเพื่อนยังเติร์ก จปร.7 และชาวสันติอโศก
 
                สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ "มหาจำลอง" โตมาจากฐานการเมืองอันแข็งแกร่งของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น
 
                ในการหาเสียง ทีมงานมหาจำลองชูภาพลักษณ์ "คนสมถะ" ถือศีล กินมังสวิรัติ ไม่มีเงินหาเสียง ไปเดินที่ไหน คนก็เอาเงินมายัดใส่กระเป๋า จึงก่อให้เกิด "กระแสเลือกคนดี" ลามลึกลงไปในกลุ่มพลังเงียบ
 
                ทางฝั่งประชาธิปัตย์ ส่งนายแบงก์ ชนะ รุ่งแสง ลงสนาม มีความได้เปรียบผู้สมัครอิสระอยู่หลายขุม แต่พอหาเสียงไปก็เจอทางตัน ยิ่ง พิชัย รัตตกุล หัวหน้าพรรคให้สัมภาษณ์เชิงเปรียบเทียบว่า กลยุทธ์ของมหาจำลอง เป็นการหาเสียงแบบ "แบกะดิน" ส่วน ปชป.เป็นกลยุทธ์แบบ "สินค้าห้าง" ยิ่งทำให้ผู้คนสงสารมหาจำลองที่โดนปรามาส จึงเกิดกระแสร่วมด้วยช่วยกัน แถมมีป้ายทำด้วยฝาเข่ง เขียนว่า "จำลองแพ้แน่ ถ้าพ่อแม่ไม่ช่วย" ออกมาในโค้งสุดท้าย ก็ส่งให้มหาจำลองเข้าป้ายชนะคู่แข่งจาก ปชป.ขาดลอย
 
                สำหรับปีนี้ เชื่อว่าถ้อยวลีของ จิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ว่า "ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะ" นั้นได้ถูกขยายผลผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กในฟากฝั่งตรงข้ามพรรคเพื่อไทยไปแล้ว
 
                เท่าที่มองภาพรวมการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คาดหมายว่า "ผู้สมัครอิสระ" ยังมีโอกาสไม่มากนักในการสร้างกระแสเหมือนสมัย "จำลองฟีเวอร์" เพราะคู่ความขัดแย้งเดิม "เพื่อไทย-ปชป." ยังเป็นด้านหลัก และเป็นความขัดแย้งที่ครอบงำสังคมไทยอยู่
 
                ฉะนั้นกลยุทธ์การหาเสียงทางลึกของสองพรรค ก็น่าจะเป็นวาทกรรมเรื่อง "เลือกพงศพัศได้ทักษิณ" หรือ "เลือกสุขุมพันธุ์ได้อภิสิทธิ์"
 
                สังเกตว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. นับจากปี 2528 เป็นต้นมา ผู้สมัครอิสระชนะเลือกตั้งโดยส่วนใหญ่ และพรรค ปชป.เพิ่งยึดทำเนียบเสาชิงช้า เมื่ออภิรักษ์ โกษะโยธิน ลงสนามการเมืองครั้งแรกเมื่อปี 2547
 
                การเมืองภาพรวม พ.ศ.นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นนายกรัฐมนตรีขวัญใจคนรากหญ้า ด้วยมนต์ประชานิยม เมื่ออภิรักษ์ชนะในสนามกรุงเทพฯ ก็วิเคราะห์กันว่า คนกรุงต้องการถ่วงดุลการเมือง
 
                ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สองครั้งหลัง ชัยชนะก็ตกเป็นของพรรค ปชป. ท่ามกลางความขัดแย้งในหมู่ประชาชนที่แบ่งออกเป็น 2 ขั้วสีการเมืองคือ "เหลือง-แดง" แต่การเลือกตั้งหนใหม่นี้ มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องขั้วสี
 
                เมื่อ "สีฟ้า" แยกทางกับ "สีเหลือง" และมีบางปีกของเสื้อเหลือง(เฉพาะกองทัพธรรม) ให้การหนุนช่วยผู้สมัครอิสระอย่าง "วีรบุรุษนาแก" อย่างเปิดเผย
 
                ชัดเจนแล้วว่า ประพันธ์ คูณมี ขอลาออกจากทุกตำแหน่งในพันธมิตรฯ ลงมาช่วยทีมงานของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส เพื่อขอเสียงจากคนเสื้อเหลืองในเมืองกรุงบางส่วน
 
                กล่าวโดยสรุปว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 3 มีนาคม 2556 ยังไร้คนจุดประกายกระแสใหม่ เหมือนสมัยมหาจำลองสวมเสื้อม่อฮ่อมลงสนามสร้างกระแสคนดีฟีเวอร์ ?

..............

(หมายเหตุ : จาก'แบกะดิน'ถึง'เสาไฟฟ้า' : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา)