คอลัมนิสต์

'เฉือนเนื้อ-ละเมิดสิทธิ'พรบ.ฟอกเงิน-ก่อการร้าย

'เฉือนเนื้อ-ละเมิดสิทธิ'พรบ.ฟอกเงิน-ก่อการร้าย

16 ม.ค. 2556

'ยอมเฉือนเนื้อ-ละเมิดสิทธิ' หวังปลดแบล็กลิสต์ฟอกเงิน-ก่อการร้าย : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

              หลังจาก "วุฒิสภา" เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย คงทำให้รัฐบาลใจชื้นขึ้น เพราะเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ทันกำหนดการประชุมของ "คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน" เอฟเอทีเอฟ (FATF) หรือ แฟทเอฟ ที่จะมีขึ้นกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้

              นั่นเพราะประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศ ซึ่งมี  ไทย, ปากีสถาน, อินโดนีเซีย, กานา และแทนซาเนีย ถูกขึ้นบัญชีดำ เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการปราบปรามการฟอกเงิน และการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้าย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ และประชาชน ในการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ

              จึงทำให้รัฐบาลไทยต้องเร่งเสนอร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเร่งด่วนเมื่อกลางปี 2555

              และหลังจากผ่านร่างกฎหมายทั้งสองฉบับแล้ว "พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์" เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็จะเดินทางไปแจ้งต่อที่ประชุมแฟทเอฟ ให้ทราบว่าประเทศไทยมีกฎหมายที่มาจัดการฟอกเงินและเรื่องสนับสนุนการก่อการร้ายแล้ว และเชื่อว่าทาง ที่ประชุมแฟทเอฟ จะปลดล็อกประเทศไทยหรือถอนชื่อประเทศไทยออกจากบัญชีรายชื่อประเทศกลุ่มเสี่ยงด้านการฟอกเงินและสนับสนุนการก่อการร้าย

              หลายคนสงสัยทำไมประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับ "แฟทเอฟ" เพราะแฟทเอฟก่อตั้งโดยกลุ่ม จี-7 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7  ชาติคือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี แคนาดา และญี่ปุ่น (จากปฏิญญาทางเศรษฐกิจจากที่ประชุมสุดยอด จี-7) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

              "แฟทเอฟ" เป็นหน่วยงานนานาชาติทำหน้าที่กำหนดนโยบายที่มีวัตถุประสงค์ในการสร้างมาตรฐานระหว่างประเทศ การพัฒนาและส่งเสริมนโยบายทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติเพื่อต่อต้านการฟอกเงิน และการจัดหาเงินทุนการก่อการร้าย

              จะเห็นว่า "แฟทเอฟ" แม้จะเป็นเพียงหน่วยงานเล็กๆ แต่มีประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจการเงิน ยืนอยู่ข้างหลัง ทำให้ประเทศที่ถูก "แบล็กลิสต์" ต้องเต้น และรีบผ่านกฎหมายเพื่อให้ประเทศได้รับการปลดล็อก

              แม้ว่าในสาระของร่างพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ จะ "เข้าเนื้อ" และ "เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิของประชาชน" แต่แรงบีบที่เกิดขึ้นทำให้ต้องเร่งผลักดันร่างพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ให้ผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ก่อนจะมีการประชุม "แฟทเอฟ" กลางเดือนกุมภาพันธ์นี้

              หากไปดูสาระของการแก้ไขกฎหมายฟอกเงิน เพื่อให้มีมาตรการตรวจสอบธุรกรรมการเงินอย่างเคร่งครัด โดยร่างกฎหมายให้ครอบคลุมธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ขาดความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจ หรือเป็นธุรกรรมที่ไม่ทราบวัตถุประสงค์ ในส่วนของกลุ่มอาชีพที่มีหน้าที่รายงานธุรกรรมการเงินจากเดิม 9 กลุ่มอาชีพ ก็ขยายไปถึง 15 กลุ่ม ไล่ตั้งแต่ สถาบันการเงิน มูลนิธิ สมาคม นายหน้า เรียกเขียนล็อกกิจการที่สุ่มเสี่ยงต่อการฟอกเงินไว้เกือบทั้งหมด

              รวมทั้งร่างพ.ร.บ.ฟอกเงินฉบับนี้ได้มีการเพิ่มความผิดมูลฐานขึ้นมาอีก 12 มูลฐานความผิด จากเดิมที่กฎหมาย พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของไทยจำกัดอยู่เพียง 11 มูลฐาน ซึ่งไม่ครอบคลุมตามที่ "แฟทเอฟ" กำหนดไว้

              นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังให้ "ปปง." มีอำนาจ เช่นเดียวกับ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) คือ สามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีลูกค้า อุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แฝงตัวเข้าสืบสวน กันบุคคลเป็นพยาน โดยผู้ปฏิบัติไม่ต้องรับผิดทางแพ่งทางอาญา ไม่อยู่ใต้บังคับของวิธีพิจารณาคดีปกครอง หากเป็นการกระทำโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ สมควรแก่เหตุ

              ซึ่งในประเด็นนี้เองทำให้หลายฝ่ายโดยเฉพาะที่ประชุมสภาและวุฒิสภาได้แสดงความวิตกกังวลถึงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แม้ว่า "กฎหมายฟอกเงิน" ถือเป็นเครื่องมือปิดทางไม่ให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์สถาบันการเงินผ่านนอมินี เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับผลกระทบจาก "แก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายยาเสพติด"

              ในอดีตที่ผ่านมา "ปปง." เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินภาคเอกชนจนมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น !

              ขณะที่กฎหมายต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ไทยต้องปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ (UNHCR) ซึ่งกำหนดให้ประเทศภาคีสมาชิกต้องดำเนินตามข้อกำหนดของ "แฟทเอฟ" โดยแต่ละประเทศต้องกำหนดกลไกไม่ให้มีการทำธุรกรรมการเงินเพื่อสนับสนุนการก่อการร้าย และประกาศรายชื่อบุคคล องค์กร นิติบุคคล หรือที่เรียกว่า (UN Sanction List) ซึ่งทุกสถาบันการเงินต้องนำไปปฏิบัติตามโดยห้ามรับเปิดบัญชีกับผู้มีรายชื่อในบัญชี และห้ามทำธุรกรรมการเงินเด็ดขาด

              และรายชื่อของผู้ก่อการร้ายที่ให้อำนาจ "รมว.ยุติธรรม" เป็นผู้ประกาศ จากเดิมที่ให้ "คณะรัฐมนตรี" เป็นผู้เห็นชอบ ข้อดีคือความรวดเร็วในการดำเนินการระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินของผู้ก่อการร้าย หรือของผู้กระทำการแทน หรือกระทำตามคำสั่งของผู้ก่อการร้ายดังกล่าว ครอบคลุมถึงผู้เคยทำธุรกรรมกับผู้ก่อการร้ายด้วย

              ข้อเสียของกฎหมายนี้คือจะเกิดการปะทะกับผู้ก่อการร้ายโดยตรง และบางเรื่องไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยอย่างเดียว ถ้าไม่กลั่นกรองประเทศไทยอาจกลายเป็นพื้นที่ของการก่อการร้าย

              รวมทั้งกฎหมายฉบับนี้จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตอบโต้ทางการเมืองหรือเล่นงานผู้ไม่เห็นด้วยกับอำนาจรัฐ ทำให้เกิดการกลั่นแกล้งได้เช่นกัน!
  
              กว่าร่างพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ จะผ่านมาได้ รัฐบาลได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักโดยมองว่า เสนอกฎหมายเอาใจต่างชาติมากจนเกินไป เพราะบทบัญญัติในกฎหมายบางประการกระทบต่อสิทธิของประชาชน ซึ่งน่าจะขัดกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ

              สุดท้ายการผ่านร่างกฎหมายทั้งสองฉบับสำหรับคนไทยที่ประกอบอาชีพสุจริตโดยทั่วไปแล้วอาจจะคิดว่า "ได้ไม่คุ้มเสีย"!

..........

(หมายเหตุ : 'ยอมเฉือนเนื้อ-ละเมิดสิทธิ' หวังปลดแบล็กลิสต์ฟอกเงิน-ก่อการร้าย : ขยายปม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)