คอลัมนิสต์

อย่าปล่อยตามยถากรรม

อย่าปล่อยตามยถากรรม

31 พ.ค. 2552

ไม่ใช่ครั้งแรก และครั้งเดียว ที่พนักงานในร้านสะดวกซื้อต้องจับอาวุธต่อกรกับคนร้าย ที่พยายามเข้าชิงทรัพย์ภายในร้าน ทั้งๆ ที่ทรัพย์สินภายในนั้นไม่ใช่ของพวกเขา และด้อยค่าเกินกว่าจะเอาชีวิตเข้าแลก ข่าวเล็กๆ ที่ปรากฏทางสื่อต่างๆ

เช่นนี้ หาเพียงแค่สะท้อนความรับผิดชอบต่อนายจ้าง หรือความใจถึงของพนักงาน ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะตัวของพวกเขา หากแต่ยังฉายให้เห็นความเฉื่อยแฉะของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ราษฎรโดยตรง

 เหตุการณ์ล่าสุด ที่นอกจากทำให้สังคมสะท้าน และสะเทือนใจยิ่ง เมื่อพนักงานหญิงคนหนึ่งพยายามใช้มีดดาบปัดป้องต่อสู้กับคนร้ายที่เข้าไปชิงทรัพย์ในมินิมาร์ท 108 ช็อป ย่านถนนรามคำแหง 60 เมื่อบ่ายวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จนคนร้ายล่าถอย ได้เงินติดมือไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นโชคดีของพนักงานคนนี้ ด้วยความคุ้นชินกับพฤติการณ์ของคนร้าย และคงคาดหมายได้ว่าอาวุธที่ใช้กรรโชกนั้นเป็นของปลอม

 อย่างไรก็ตาม โชคดีของเหยื่อที่ประสบพบเจอกับโจรกระจอกคงไม่ได้มีเสมอไป ดังที่มีเหตุการณ์ร้ายเป็นตัวอย่างอยู่ไม่น้อยทีเดียว เช่น พนักงานร้านสะดวกซื้อถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตเพียงเพื่อทำหน้าที่ปกป้องรักษาทรัพย์ในร้าน นั่นย่อมแสดงว่า ในภาวะที่ประชาชนตาดำๆ ต้องปกป้องทรัพย์และชีวิตของตนเอง ในห้วงยามปลอดจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองนั้น พวกเขาตกอยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันทุกคน ไม่ว่าจะในร้านใด หรือมุมไหนของเมือง ตราบเท่าที่ระบบป้องกันภัยประเภทนี้ยังไม่รัดกุมเข้มข้นเพียงพอ

 กล่าวสำหรับการทำงานของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองนั้น หากจะโยนความผิดให้ตำรวจเพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่เป็นธรรมนัก ด้วยมีเงื่อนไขปัจจัยหลายอย่างเข้าประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ กำลังพล ปัญหาเศรษฐกิจ แม้แต่ค่าตอบแทนให้แก่เจ้าหน้าที่อันเป็นแรงจูงใจ แต่ผู้ที่จะอ้างเหตุนานาเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้แม้แต่น้อยก็คือ รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่รับผิดชอบบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนโดยตรง

 แน่นอนว่า ปัญหาอาชญากรรมในทุกวันนี้แทบกลายเป็นเรื่องปกติคู่กับเมืองใหญ่ไปแล้ว แต่ก็ใช่ว่าผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจะปล่อยปละทอดอาลัย หากแต่ต้องทุ่มเทสรรพกำลัง ทั้งสติปัญญา และงบประมาณลงไปให้ทันเหตุ ดังเช่น การติดกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเพื่อเป็นการป้องปราม การเพิ่มค่าตอบแทนให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ การสร้างเครือข่ายประชาชนหรือชุมชนป้องกันอาชญากรรมให้เข้มแข็งเป็นจริงมากขึ้น เช่นนี้แล้ว จึงจะเรียกได้ว่า รัฐบาลเอาใจใส่บำบัดทุกข์ของราษฎร มิใช่ปล่อยให้เผชิญเหตุร้ายกันตามยถากรรมอย่างเช่นที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้