
มิติความมั่นคงการทูตใหม่ญี่ปุ่น
มิติความมั่นคงการทูตใหม่ญี่ปุ่น : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ จะแวะมาไทยกลางอาทิตย์นี้ หลังจากเยือนเวียดนาม และจะบินต่อไปยังกรุงจาการ์ตา ส่วน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีการคลัง ทาโร อะโซ ได้เยือนพม่าหลังช่วงวันปีใหม่เป็นกรณีพิเศษ ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ นายฟูมิโอ คิชิดะ ไปฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน อาทิตย์ที่แล้ว การเดินทางทั้งหมดในสามระดับ รวมเจ็ดประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงสามอาทิตย์ ต้องยอมรับว่า ไม่ธรรมดา ถือว่าเป็นครั้งแรกรัฐบาลใหม่ญี่ปุ่น ตั้งหน้าเข้าหาเอเชียอาคเนย์
อาเบะ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมาก่อน ระหว่างปี 2006-2007 แค่ช่วงสั้นๆ การกลับมาครั้งนี้ เจ้าตัวรู้ว่าประวัติศาสตร์จะกล่าวถึงถึงเกียรติประวัติตัวเองอย่างสาดเสียเทเสียแน่นอน ถ้าไม่ยอมทำอะไรเป็นรูปธรรมทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะความพยายามเรียกคืนและเสริมสร้างอำนาจการต่อรองของญี่ปุ่นให้กลับมาเหมือนเดิม เนื่องจากญี่ปุ่นตกอันดับมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกที่สองมาเป็นที่สาม ทำให้ญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นขาดความมั่นใจมาก
ครั้งนี้ อาเบะ ไม่รอช้า รีบเข้าหาประเทศสำคัญในภูมิภาคคือ เวียดนาม ไทย และอินโดนีเซีย ก่อนที่จะเดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างที่เคยทำมา ที่น่าสนใจคือ การทูตญี่ปุ่นของรัฐบาลชุดนี้ มีมิติความมั่นคงมากกว่าทุกๆ รัฐบาลที่ผ่านมา ในอดีตญี่ปุ่นมุ่งมั่นทางด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว ไม่มีสนใจด้านความมั่นคง มีกฎหมายธรรมนูญเป็นข้อจำกัด จนกระทั่งมีเรื่องข้อพิพาทเกาะเซนกากุ หรือเตียวยี่ กับจีน สร้างความสั่นสะเทือนต่อสัมพันธ์ทวิภาคีอันสำคัญอย่างรุนแรง ส่งผลเสียหายมหึมาต่อเศรษฐกิจทั้งสองประเทศในปีกว่าๆ ที่ผ่านมา
ในปัจจุบัน ญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากต่อเวียดนามและฟิลิปปินส์ ในบริบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิยุทธศาสตร์ในช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นรู้ดีทั้งสองประเทศนี้ต้องการความช่วยเหลือด้านความมั่นคงทางทะเลดูแลจัดการทรัพยากรทางทะเล รวมทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ และเรืออเนกประสงค์ที่สามารถนำมาใช้ในการลาดตระเวน
ส่วน เวียดนาม มีชายฝั่งยาวเป็นที่สองรองจากจีน คือสามพันกว่ากี่โลเมตร ส่วนฟิลิปปินส์เป็นเกาะแก่งมากมาย มีพื้นที่ทางทะเลกว้างใหญ่ นอกจากนั้น ทั้งสองประเทศยังเป็นคู่กรณีของข้อพิพาททะเลจีนใต้
ส่วนสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นนั้น ไม่ต้องพูดถึง ดีกว่าเพื่อน แต่บังเอิญมันมีเพียงมิติเดียวคือ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ฝ่ายญี่ปุ่นอยากเห็นความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไทย ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นได้ เพื่อให้มีความสมดุลต่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ ส่วน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ต่างมีความร่วมมือด้านนี้กับญี่ปุ่นเป็นอย่างดี
ญี่ปุ่นต้องการเข้ามามีบทบาทความมั่นคงในภูมิภาค เพื่อต้านการแพร่ขยายอิทธิพลจีนในอนาคต ในเวลาเดียวกันส่งเสริมท่าทีนโยบายต่อเอเชียของสหรัฐอเมริกาไปในตัว ในฐานะเป็นหนึ่งในห้าพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา
นายกรัฐมนตรีอาเบะ เข้าหาอินโดนีเซียก่อนครั้งนี้ก็มีนัยสำคัญ อินโดนีเซียเป็นประเทศอิสลามใหญ่ที่สุดในโลก เป็นประชาธิปไตย แถมยังมีวิสัยทัศน์จะเล่นการเมืองระดับโลกในฐานะเป็นสมาชิกเวทีจี 20 ทัศนคติอินโดนีเซียต่อจีนค่อนข้างไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ทำให้ญี่ปุ่นเพิ่มความสนใจต่ออินโดนีเซียมากขึ้น
การทูตใหม่ญี่ปุ่นกับมิติความมั่นคงอันเด่นชัดแบบนี้จะได้ผลหรือไม่อย่างไร ต้องติดตามดู เนื่องจากการเมืองญี่ปุ่นค่อนข้างอ่อนไหว ไม่มีความแน่นอน ถ้าเศรษฐกิจทั่วๆ ไปไม่ดีขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งร้อยวันข้างหน้า รัฐบาลอาเบะอาจจะประสบปัญหา เพราะจะมีการเลือกตั้งในสภาล่างในกลางปี ส่งผลต่อการนำไปปฏิบัตินโยบายต่างประเทศที่ตั้งไว้



