คอลัมนิสต์

ปกปิด-สมประโยชน์

ปกปิด-สมประโยชน์

14 ม.ค. 2556

ปกปิด-สมประโยชน์ : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ.2556

               จากการประเมินสถานการณ์แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองพบว่า มีจังหวัดที่สถานการณ์ในระดับรุนแรง 5 จังหวัด คือเชียงราย เชียงใหม่ น่าน แม่ฮ่องสอน และตาก โดยที่ จ.ตาก นั้น พบว่าสถานการณ์ด้านแรงงานต่างด้าวอยู่ในระดับรุนแรงมากที่ อ.แม่สอด และรุนแรงรองลงไปที่ อ.ท่าสองยาง อ.แม่ระมาด อ.พบพระ อ.วังเจ้า โดยสถิติการจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองของด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก เมื่อปี 2555 จับกุมได้ 22,417 คน รับตัวจากพื้นที่อื่น 148,394 คน และผลักดันออกนอกประเทศ 170,811 คน ขณะเดียวกันมีชาวพม่าใช้บัตรผ่านแดนเข้าประเทศไทยเมื่อปี 2555 จำนวน 479,650 คน และเดินทางออกไป 450,632 คน นั่นเท่ากับว่า มีแรงงานชาวพม่าที่ไม่ได้กลับออกไปอีกราว 3 หมื่นคน

               จากตัวเลขดังกล่าว แม้จะมีเสียงจากกระทรวงแรงงานชี้แจงออกมาว่า ยังถือเป็นเรื่องปกติก็ตาม แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นมา สถานประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางกำลังเผชิญกับปัญหาขาดทุนจากประกาศปรับค่าแรงขึ้นเป็นวันละ 300 บาท ผู้ประกอบการทยอยปิดกิจการกันไปแล้วจำนวนมาก และแทนที่ลูกจ้างจะได้รับเงินเดือนอัตราใหม่อย่างที่รัฐบาลคาดหมายไว้ กลับกลายเป็นว่าต้องตกงานและตกระกำลำบากรับทุกขลาภจากรัฐบาลแทน เช่นนี้แล้วจึงเป็นที่คาดหมายกันว่า ปัญหาการหลบหนีเข้าเมืองและแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

               ความพยายามที่จะเอาตัวรอดของผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง ตลอดไปจนถึงการจ้างงานภาคเกษตรกรรม หนทางหนึ่งก็คือ ทำอย่างไรจะไม่ต้องปรับค่าจ้างขึ้นเป็น 300 บาท โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เคยจ่ายแค่วันละ 150 บาท ถ้าปรับขึ้นเป็น 300 บาท เท่ากับต้นทุนค่าจ้างต้องเพิ่มขึ้นถึง 100% เลยทีเดียว มีความเป็นไปได้ว่า นายจ้างกลุ่มนี้อาจหันไปใช้แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย เพื่อจะได้สมประโยชน์กันทั้งนายจ้างและลูกจ้าง โดยฝ่ายกฎหมายบ้านเมืองเอื้อมมือเข้าไปไม่ถึง เพราะต่างฝ่ายก็พร้อมที่จะปกปิดข้อมูลเพื่อความอยู่รอดไปพร้อมๆ กัน

               การปรับค่าแรงเป็นวันละ 300 บาท ถือเป็นนโยบายที่น่าสนับสนุน เพราะจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานดีขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า นโยบายนี้มีช่องโหว่อยู่มากมายที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขโดยด่วนที่สุด โดยเฉพาะปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าประเทศ ที่กำลังจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะผู้ประกอบการอาจเลือกวิธีที่ผิดกฎหมายเพื่อความอยู่รอดเฉพาะหน้า ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายต่อสังคมอย่างร้ายแรง เพราะผลที่จะตามมาก็คือ ปัญหาอาชญากรรม โรคระบาด ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นๆ กันอยู่แล้วว่า รัฐบาลควบคุมได้อย่างยากลำบาก ข่าวอาชญากรรมที่คนต่างด้าวเข้ามาก่อกรรมทำเข็ญกับเจ้าบ้านยังมีให้เห็นกันไม่เว้นแต่ละวัน แต่ทางออกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างเช่นการไล่จับหรือผลักดันออกนอกประเทศ ตราบเท่าที่ผู้ประกอบการยังต้องการแรงงานราคาถูก หนทางที่พอจะทำได้ในเวลานี้ก็คือ รัฐบาลยอมรับความจริงและเร่งปรับนโยบายให้เข้ากับสถานการณ์แรงงานต่างด้าวโดยเร็ว