
'อนาคตปชป.กับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.'
'อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์กับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.' : กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
ในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์ก็ตัดสินใจส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. อีกครั้งหนึ่ง เพื่อแข่งขันกับตำรวจ 2 คน (พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส และ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ) ถ้าถามว่าใครจะชนะ ผมก็บอกได้ทันทีว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะเป็นคนชนะแน่นอน เพราะ (1) กระแสรัฐตำรวจทำให้คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ไม่เต็มใจที่จะลงคะแนนให้ตำรวจแน่นอน แม้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะไม่เกี่ยวข้องแต่ก็ตกอยู่ในข่ายที่เป็น “ตำรวจ” ด้วย
(2) กระแสเผด็จการเล็กๆ ของรัฐบาลจากหลายๆ เรื่องที่ทำให้คนกรุงเทพฯ หมดความอดทน มาระเบิดอารมณ์ออกในกรณีแบน “เหนือเมฆ 2” ทั้งที่ไม่รู้ว่าใครสั่งแบน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็เชื่อไปแล้วว่าเป็นฝีมือของรัฐบาล
(3) เรื่องเขาพระวิหารที่ทำอย่างไรรัฐบาลก็แก้ตัวลำบากว่าได้สู้เขมรจริงๆ อย่างเต็มที่ เพราะไม่มีวี่แววว่าจะสู้อะไรเลย
(4) ปัญหาคนเสื้อแดงที่คนกรุงเทพฯ กลัวหนักหนาว่าถ้าเลือกตัวแทนพรรคเพื่อไทยมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. แล้ว “เทศกิจ” จะเต็มไปด้วย “การ์ดคนเสื้อแดง” เหมือนยามตลาดนัดจตุจักรในปัจจุบันนี้ และ (5) พล.ต.อ.พงศพัศ ตัวแทนพรรคเพื่อไทยเอง ก็ไม่อยากจะชนะนัก อยากแพ้จะได้กลับมาเป็นตำรวจต่อเพื่อเข้าคิวเป็น ผบ.ตร. ซึ่งจะดูถนัดกว่า
ทั้ง 5 ประเด็นนี้มีหรือที่กุนซือพรรคเพื่อไทยจะอ่านเกมไม่ออก เพียงแต่ต้องการหลอกให้พรรคประชาธิปัตย์ส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ลงสมัครอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น (ถ้าส่งคุณหญิงสุดารัตน์ลง พรรค ปชป. ก็อาจส่งคนอื่นลงสู้) เพราะรู้ว่าความเจ็บช้ำน้ำใจที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เคยทำไว้กับคนกรุงเทพฯ นั้นมีมากพอสมควร โอกาสของพรรคเพื่อไทยที่จะดึงคนรอบนอกของ กทม.เข้ามาสนับสนุนจึงยังสดใสอยู่ เผลอๆ อาจจะแพ้อย่างสูสีอีกด้วย
บาดแผลของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. ที่เคยทำต่อคนกรุงเทพฯ ไว้นั้น พอที่จะยกตัวอย่างให้ดูสัก 2-3 เรื่องครับ เรื่องแรก ยกตลาดนัดจตุจักรให้คนเสื้อแดงไปต่อหน้าต่อตา เรื่องต่อมาเมื่อคืนวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 หลังการจลาจลเผาบ้านเผาเมืองผ่านไปได้ 1 วัน ศอฉ. ประกาศเคอร์ฟิว สถานีโทรทัศน์ทีวีไทยเพียงสถานีเดียวที่กลายเป็นจุดติดต่อประสานงานให้หน่วยงานราชการต่างๆ เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน ทั้งๆ ที่ควรเป็นหน้าที่ของช่องหอยม่วง ผู้จัดรายการชื่อคุณณัฏฐา โกมลวาทิน ได้โทรศัพท์ไปสอบถามสถานการณ์กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ถึงแผนรองรับการช่วยเหลือ พูดคุยไปได้ระยะหนึ่ง คุณณัฏฐาก็พยายามถามลงไปในรายละเอียด ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า “คุณน่าจะพิจารณาตัวเอง ผมว่าคุณไม่เหมาะกับงานตอนนี้ ต้องพิจารณาตัวเอง” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์พูดทำนองนี้ และพูดซ้ำอีกเมื่อคุณณัฏฐาพยายามอธิบายให้ฟังถึงเหตุผลที่ต้องถามลงไปในรายละเอียด เรื่องนี้เป็นที่วิจารณ์กันมากในสื่อหลายฉบับในลักษณะที่ว่าท่านผู้ว่าฯ กทม.ไม่ควรทำ ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำจริงๆ เสียด้วย เพราะ กทม.ในระยะนั้นยังมีปัญหาเรื่องรถดับเพลิงที่ไม่กล้าส่งออกไปดับเพลิงถ้าไม่มีทหารออกมาคุ้มกัน ซึ่งเรื่องนี้ยังค้างอยู่ในใจผู้คน ต่อมาเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่จะเกิดจากความผิดพลาดของรัฐบาลก็จริง แต่เมื่อน้ำมาถึง กทม.แล้ว ชาวบ้านกรุงเทพฯ ย่านรอยต่อกับจังหวัดอื่นบ่นผู้ว่าฯ กทม. ยับเยิน ที่พยายามแบ่งว่าตรงนั้นไม่ใช่พื้นที่ กทม. ตรงนี้ใช่ พอน้ำลดลงบ้างแล้วชาวบ้านก็ต้องจัดชุมนุมกันอีกเพื่อเรียกร้องให้ กทม.มาดูดน้ำที่ค้างคาอยู่ออกไปให้หมด ซึ่งความจริงเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายๆ ครับ ถ้าลงไปดูพื้นที่เองเสียบ้าง... ลองมาดูเรื่องปกติบ้าง กทม.คุยเองว่ากรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย แต่ถามกลับไปว่า กทม.สนใจจะพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างจริงใจหรือเปล่า เช่น บริเวณหน้าพระบรมมหาราชวังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติวันละพันกว่าคน แทนที่ กทม.จะทำอุโมงค์ให้นักท่องเที่ยวลอดข้ามถนนบริเวณนั้นเหมือนประเทศที่เจริญ ก็ไม่ทำ ดันไปล้อมรั้วสนามหลวงแทน, ส้วมสาธารณะก็ขาดแคลน, ที่จอดรถบัสนักท่องเที่ยวซึ่งควรมีเจ้าหน้าที่ กทม. มาดูแล ส่งนักท่องเที่ยวแล้วให้ไปจอดอีกแห่งหนึ่ง เมื่อนักท่องเที่ยวจะกลับก็ ว. ไปบอกให้มารับ ก็ไม่เคยคิดจะทำ จนกระทั่งปีใหม่ที่ผ่านมานี้ ใครไปร่วมสวดมนต์ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งมีผู้ว่าฯ กทม. นั่งหลับๆ ตื่นๆ เป็นประธานอยู่ ก็จะเห็นได้ว่า “ขาดส้วมสาธารณะ” ซึ่งมีจำนวนไม่เพียงพอ คนสวดไปด่าไป บาปกรรมแท้ๆ ครับ
หลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ผ่านพ้นไปด้วยชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเสียพื้นที่รอบนอก กทม. ไปค่อนข้างแน่นอนในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งต่อไป ส่วนตัวผมเองซึ่งสุดท้ายก็ต้องไปเลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์อีกครั้งหนึ่งและก็ต้องไปเลือกคนที่พรรคประชาธิปัตย์ส่งลงสมัคร ส.ส.ต่อไปอีกเหมือนๆ กับคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ที่ได้แต่บ่นๆๆ แต่ถึงเวลาก็ต้องจำใจไปเลือก แต่ก็เสียดายแทนที่พรรคประชาธิปัตย์พลาดโอกาสทองในการยึดพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ กลับมาครอบครองอีก เผลอๆ พื้นที่รอบในอาจจะต้องเสียให้คุณชูวิทย์เพิ่มเข้าไปอีกด้วยถ้าชนะแล้วพรรคคุมผู้ว่าฯ กทม.ไม่ได้เหมือนสมัยแรก
วันนี้ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยังเดินทางสู่เป้าหมายสุดท้าย คือ การชนะการเลือกตั้งทั่วไป ด้วยวิธีเดิมเหมือนในปัจจุบันนี้ คือ เดินทางไปก็หยุดหยิบก้อนอิฐขว้างปาสุนัขที่ออกมาเห่าทุกตัวตลอดเส้นทาง โอกาสที่จะถึงเป้าหมายจะล่าช้ากว่าคนอื่นครับ



