คอลัมนิสต์

บัวแก้วกับการท้าทายในปี2556

บัวแก้วกับการท้าทายในปี2556

11 ม.ค. 2556

บัวแก้วกับการท้าทายในปี2556 : บทบรรณาธิการประจำวันที่11ม.ค.2556

             ผ่านศักราชใหม่ได้ยังไม่ทันถึงครึ่งเดือนเต็ม เริ่มมีแนวโน้มให้เห็นชัดเจนมากขึ้นว่า กระทรวงต่างประเทศของไทยมีงานท้าทายรออยู่เบื้องหน้าหลายงานด้วยกัน ทั้งต้องรับผิดชอบในฐานะปราการด่านหน้าในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษาผลประโยชน์ในฐานะภาคีสมาชิกกลุ่มอาเซียน ซึ่งเพิ่งจะผลัดเปลี่ยนเลขาธิการคนใหม่หมาดๆ จากนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ไปเป็นนายเลอ เลือง มินห์ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศเวียดนาม นอกเหนือจากการเปลี่ยนประธานหมุนเวียนอาเซียนจากกัมพูชาไปเป็นบรูไน โดยมีพม่าจ่อรอรับตำแหน่งนี้ในปีหน้า

             การปรับเปลี่ยนทั้งประธานและเลขาธิการอาเซียนในเวลาไล่เลี่ยกันครั้งนี้ มีขึ้นขณะที่สถานการณ์ในภูมิภาคนี้ทวีความตึงเครียดมากขึ้นต่อเนื่องมาจากปลายปีที่แล้ว เมื่อสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม และบรูไน เกิดปัญหาพิพาทกับจีน กรณีแย่งกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์และพาราเซลส์ บริเวณทะเลจีนใต้ ทำให้การประชุมสุดยอดอาเซียนหวุดหวิดจะล่มเป็นครั้งแรก เมื่อไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้ ไม่นับรวมการที่จีนกับสหรัฐใช้ภูมิภาคนี้เป็นสนามประลองกำลังทางอ้อม ซึ่งเท่ากับท้าทายความสามารถของกระทรวงต่างประเทศที่จะต้องหาทางถ่วงดุลอำนาจของสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกให้ดี

             หรือกรณีรัฐบาลพม่ามอบของขวัญวันปีใหม่ให้แก่ชาวคะฉิ่นด้วยการเปิดฉากโจมตีทางอากาศที่มั่นของกบฏคะฉิ่น พร้อมกับทิ้งสารเคมีบางประเภท ทำให้ชาวบ้านนับสิบๆ คนล้มป่วยจากการสูดดมสารเคมีพิษนั้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มด้วยกัน ไม่นับรวมปัญหาค้างปีกรณีเกิดความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่ แล้วบานปลายกลายเป็นจลาจลใหญ่ถึง 2 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตกว่าร้อยคน บ้านเรือนถูกเผาหลายพันหลัง

             แต่สิ่งที่ถือเป็นปัญหาท้าทายฝีมือของกระทรวงต่างประเทศของไทยโดยตรงก็คือ กรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชามีกำหนดจะต้องไปชี้แจงต่อผู้พิพากษาศาลโลกอีกครั้งในเดือนเมษายน 2556 หลังจากกัมพูชาได้ร้องขอให้ศาลโลกตีความอาณาบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหาร ก่อนที่คณะผู้พิพากษาจะตัดสินในปลายปี 2556 ยังไม่ทันไร นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ทำให้คนไทยมีความเห็นแตกกันอีกครั้ง เมื่อให้ความเห็นในเชิงถอดใจว่า สู้ไปก็มีแต่เสมอหรือแพ้ โดยลืมไปว่า ตัวเองมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศเหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น

             ปัญหาก็คือ ทำอย่างไรกระทรวงต่างประเทศของไทยจึงพร้อมจะผ่าตัดตัวเองครั้งใหญ่ เพื่อให้หวนกลับมาเป็นผู้นำในอาเซียนอีกครั้ง ไม่ใช่ปล่อยให้อินโดนีเซียก้าวกระโดดมาทำหน้าที่แทน ดังกรณีนายมาร์ตี้ นาตาเลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ได้บินไปเยือนรัฐยะไข่ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อหลายสิบปี ทั้งๆ ที่ไทยมีพรมแดนติดกับพม่าแท้ๆ อีกทั้งกำลังทุ่มเงินลงทุนนับแสนๆ ล้านบาทในโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย แต่กระทรวงต่างประเทศกลับทำเหมือนกับทองไม่รู้ร้อน