คอลัมนิสต์

พิพาทปราสาทพระวิหารประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกแล้ว

พิพาทปราสาทพระวิหารประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกแล้ว

08 ม.ค. 2556

พิพาทปราสาทพระวิหารประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกแล้ว : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

               แทนที่ประเทศไทยเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความหวังในเรื่องการเมืองการต่างประเทศ เรากลับต้องมารับฟังความคิดเห็นข้างๆ คูๆ ของ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เกี่ยวกับกรณีข้อพิพาทปราสาทวิหาร

               ฝ่ายไทยกำลังรอให้คำชี้แจงรอบสุดท้าย ในช่วงสงกรานต์พอดีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ในกรุงเฮก งงๆ อยู่เหมือนกันว่า เจ้าตัวพูดออกมาพูดทำไมว่า ไทยอาจจะแพ้ หรือถ้าชนะก็เสมอตัว ราวกับว่ายอมยกธงขาวไว้ก่อน แบบไทยๆ เพื่อแอบเอาตัวรอดตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่

               กระทรวงการต่างประเทศได้เริ่มรณรงค์เรื่องการสร้างความเข้าใจต่อประชาชนในเรื่องข้อพิพาท มีทั้งเอกสาร สารคดี ซึ่งตามจริงควรทำมานานแล้ว ไม่เฉพาะในเรื่องไทย-เขมรเท่านั้น แต่ในเรื่องอื่นๆ ที่ประชาชนมีความเข้าใจสับสน เช่น การใช้สนามบินอู่ตะเภา กรณีเข้าร่วมกรอบการค้าหุ้นส่วนเสรีในเอเชียแปซิฟิก และเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่รัฐบาลตัดสินใจทำไป

               มีสองประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรณรงค์สื่อคือ เพื่อเตรียมให้คนไทยเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจกับคำตัดสินของศาลโลกที่จะมีขึ้นในปลายปี (อาจจะเป็นเดือนตุลาคม)

               จุดมุ่งหมายนี้น่าสรรเสริญ เนื่องจากคนไทยทั่วๆ ไปยังขาดความเข้าใจถึงปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องข้อพิพาทนี้อย่างลึกซึ้ง ที่พอรู้เรื่องก็รู้แบบผิดๆ ถูกๆ ที่ผ่านมาเรื่องปราสาทพระวิหารถูกปู้ยี่ปู้ยำในเรื่องข้อเท็จจริงและความคิดเห็นแปลกปลอมโดยเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง นักวิชาการ สื่อมวลชน จนทำให้องค์ความรู้เกี่ยวกับข้อพิพาทถูกบิดเบียน จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เละเทะยิ่งกว่าจับฉ่ายบางลำพู

               น่าสนใจคือ ประเด็นที่สอง ที่มีเลศนัยแอบแฝงอยู่ รัฐบาลชุดนี้พยายามออกตัวว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น(ที่ไม่ดี) อย่ามาโทษพวกเขาเด็ดขาด ต้องไปโทษรัฐบาลชุดก่อน เพราะไปก่อเรื่องเอาไว้ ทะเลาะกับผู้นำเขมร ทำให้กัมพูชาฉุนนำเรื่องเข้าศาลโลก รัฐบาลชุดนี้ต้องการสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชา

               ดูซิ ทั้งนายกรัฐมนตรีฮุน เซน กับนายกฯไทยตัวจริงทักษิณ ชินวัตร ซี้ปึ้กปั้ก พอเข้ามาเป็นรัฐบาล ได้สับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงการต่างประเทศเสียราบคาบ ยกเว้นทูตไทยประจำกรุงเฮก ที่ทำเรื่องเขาพระวิหารเพียงผู้เดียว (เผื่อเอาไว้เป็นแพะรับบาปหรือเปล่า)

               น่ากลัวที่สุดคือ การรณรงค์ครั้งนี้มีขึ้นเพื่อตอบสนองประเด็นที่สอง ลึกๆ รัฐบาลชุดนี้ต้องการเอาตัวรอด เพื่อไม่ต้องการสร้างความเสียหายสัมพันธ์กับกัมพูชา โดยเฉพาะทางเรื่องส่วนตัว ต้องการผ่าทางตันทั้งหลายทั้งปวงเพื่อกรุยทางนำไปสู่ความร่วมมือทางด้านอื่นๆ ที่มีผลประโยชน์มากกว่านี้ โดยเฉพาะทางด้านพลังงานในอ่าวไทย

               ทุกวันนี้คนไทยส่วนหนึ่งยังเข้าใจผิดๆ ว่า เรายังสามารถเอาปราสาทพระวิหารคืนกลับมาได้ นักวิชาการเห็นแก่ตัวหลายคนยังออกโทรทัศน์ โกหกตอแหลว่า เราไม่ได้ยอมตามคำตัดสินของศาลโลก สงวนสิทธิ์ทั้งๆ ที่มันชัดเจนว่า ที่เราบอกว่าสงวนสิทธิ์มันหมดสิทธิ์ไปนานแล้ว สังคมไทยนี่ดี ใครโกหกได้โกหกไปไ ม่มีใครเช็กข้อเท็จจริง ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ผ่านไปวันๆ คนพูดโกหกได้ดิบได้ดีมีคนเชิดชู

               ส่วนทางฝ่ายกัมพูชาเงียบสนิทตอนนี้ มีคณะทำงานพิเศษเพื่อเก็บข้อมูลที่ฝ่ายไทยพูดและข้อความที่ได้ตีพิมพ์ในสื่อทุกชนิดในไทย เพื่อจะนำมาใช้เฉือดตอบโต้ไทยเมื่อเวลาจำเป็น เราไม่เคยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์เลย

               ครั้งนี้ดูเหมือนประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีก (แค่ฟัง รมต.สุรพงษ์พูด รู้พล็อตทั้งหมด) คนไทยชอบพูดว่า “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา” ในอนาคตอาจจะต้องพูดว่า “ไม่เห็นหลุมฝังศพไม่หลั่งน้ำตา” พอถึงเวลานั้นจริง อยากจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก เพราะไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว