คอลัมนิสต์

พันธกิจผู้ว่าฯกทม.

พันธกิจผู้ว่าฯกทม.

07 ม.ค. 2556

พันธกิจผู้ว่าฯกทม. : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 7 ม.ค.2556

              ถ้า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ไม่ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไปเสียก่อน เขาก็จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งลงในวันที่ 10 มกราคม ที่จะถึงนี้ ณ วันนั้นอาจถือได้ว่า เป็นหมุดหมายการเริ่มต้นรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ที่จะต้องจัดให้มีขึ้นภายในเวลา 60 วัน หรือถ้าชิงลาออกก็จะต้องจัดเลือกตั้งภายใน 45 วัน แต่ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใดก็ตาม เมื่อสัญญาณการแข่งขันเริ่มขึ้น ก็ต้องถือว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องยอมรับว่าตัวเองได้เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งที่จะต้องยึดถือกฎกติกามารยาทอย่างเคร่งครัด เฉพาะอย่างยิ่งการปิดตัวแสดงตนให้ชัดเจน ซึ่งนอกจากจะทำให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ได้มีเวลาไตร่ตรองแล้ว อีกทางหนึ่งก็เพื่อลดข้อครหาที่ว่าพยายามเอาเปรียบคู่แข่งขันที่เปิดหน้ารออยู่ก่อนแล้วด้วย

              ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ กรุงเทพมหานคร จัดเป็นนครหลวงแห่งหนึ่งของโลกที่มีปัญหามากมายหลายมิติ ดังนั้นจึงเชื่อว่า สิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดที่คนกรุงเทพฯ ทั้งมวลปรารถนาจะเห็นก็คือ แนวนโยบายการแก้ไขปัญหาจากผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองที่สนับสนุนในด้านต่างๆ ไม่ว่าเป็นปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สภาพแวดล้อม คุณภาพชีวิต สาธารณูปโภค การจราจร ขยะ หรือแม้แต่ปัญหาอุทกภัยที่คงไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ถึงแม้ที่ผ่านมาพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งต่างก็ได้แสดงตนว่า ตระหนักรู้กับปัญหาเหล่านี้เป็นอย่างดี แต่ครั้นพอได้รับเลือกตั้งไปแล้ว สัญญาประชาคมที่ให้ไว้ก็เงียบหายไป ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ประชาชนก็ยังปรารถนาที่จะได้รับพันธสัญญาครั้งใหม่เพื่อประกอบการตัดสินใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเดิมอยู่ดี

              แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่วาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.คนเดิมจะสิ้นสุดลงกลับยังไม่เห็นแนวทาง หรือแนวนโยบายการแก้ปัญหากรุงเทพฯ ของพรรคการเมืองและผู้สมัครคนใดเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย แม้อาจจะอ้างได้ว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะประกาศนโยบาย เพราะแม้กระทั่งวันรับสมัครเลือกตั้งก็ยังไม่ได้กำหนดเสียด้วยซ้ำ นั่นเป็นข้ออ้างที่ก็ว่ากันไป แต่ถึงอย่างไรก็ต้องให้ประชาชนคนกรุงเทพฯ เป็นผู้ตัดสินเองว่า นโยบายที่นำเสนอต่อสาธารณะนั้น ได้บูรณาการมาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเข้าใจและเข้าถึงหรือไม่ หนทางทีดีที่สุด เป็นธรรมกับผู้ลงคะแนนเสียงมากที่สุดก็คือ ผู้สมัครับเลือกตั้งและพรรคการเมืองจะต้องเร่งเปิดนโยบายเพื่อประกอบการตัดสินใจโดยเร็วที่สุด มิใช่มัวแต่เล่นเกมเพื่อชิงความได้เปรียบกันอยู่เช่นนี้

              ขณะเดียวกัน ภาคประชาชน องค์กรต่างๆ ที่มีบทบาทสูงในการกำหนดวาระมหานคร ก็ต้องเข้ามามีบทบาททั้งก่อนการเลือกตั้ง คือร่วมสำรวจตรวจสอบแนวนโยบาย นำเสนอปัญหาและวิธีการแก้ไข และหลังการเลือกตั้งก็ต้องติดตามตรวจสอบการทำงานของผู้ว่าฯ กทม.และคณะผู้บริหารอย่างเข้มข้นด้วยเช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้น เมื่อเลือกตั้งกันเข้าไป ผู้ว่าฯ กทม.จะทำงานอย่างไร จะดำเนินตามนโยบายที่หาเสียงไว้อย่างเคร่งครัดหรือไม่ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครใส่ใจ จนท้ายที่สุดก็กลายเป็นว่า ตั้งหน้าตั้งตารอเวลา 4 ปีให้หมดลงเร็วๆ เพื่อจะได้เลือกผู้ว่าฯ คนใหม่ การกำหนดอนาคตของคนเมืองจึงไม่ควรจบเพียงแค่วันเลือกตั้งเท่านั้น