
น่าเรียน...แต่ไม่อยากให้รู้?
น่าเรียน...แต่ไม่อยากให้รู้? : กระดานความคิด โดยอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง [email protected]
มีความเชื่ออย่างหนักแน่นว่า การเรียนรู้เรื่องราวในอดีตที่สำคัญ คือการศึกษาหลักฐานที่บ่งบอกเรื่องราวได้ อาจจะเป็นเรื่องที่มีน้ำหนักเบาที่สุด โดยการฟังเสียงของผู้คนที่เล่ากันมา จะเป็นเรื่องตำนานเล่าขาน นิทาน นิยายปรัมปรา บทเพลงประเภทต่างๆ ที่ร้องกันจากรุ่นสู่รุ่น ขั้นต่อมาคือหลักฐานที่หนักแน่น เป็นข้ออ้างที่ดี อาทิบันทึกที่เขียนไว้ในสมัยนั้นๆ โดยการบันทึกในรูปแบบต่างๆ ถ้าจะย้อนหลังสมัยแรกๆ อาจจะเห็นเป็นภาพเขียน ตัวหนังสือที่เป็นรูปสัญลักษณ์ ตลอดจนบันทึกเหตุการณ์ทั้งในเวลาที่เกิด และที่ใกล้เคียงที่สุดในเวลาต่อมา
และที่ปฏิเสธไม่ได้ คือร่องรอยของสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรม อาวุธ เครื่องมือทำมาหากิน ตลอดจนภาชนะของใช้ชนิดต่างๆ ที่ขุดและค้นพบในสถานที่ต่างๆ และอื่นๆ ที่เป็นหลักฐาน ทำให้งานการศึกษาได้เพิ่มพูนความรู้ให้แก่คนที่เกิดมาภายหลัง นับร้อยนับพันปีได้ทราบว่า มันเกิดอะไรขึ้นมาในอดีตที่ผ่านพ้นมา ถ้าจะให้เรียกว่านี่คือการศึกษาและเรียนรู้ เรื่องราวรากเหง้าเหล่ากอของคน หรือที่เรียกว่าความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่บ้านเรายังขาดไม่ค่อยจะเผยแพร่มากนัก อีกทั้งในบางประเทศยังปกปิดกันอยู่
เมื่อหลายวันก่อน ได้มีการเสวนาหัวข้อ “เปิดคลังเอกสาร VOC ที่กรุงเฮก : หลักฐานใหม่ว่าด้วยประวัติศาสตร์ปาตานี” ที่คณะมนุษยศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี โดยมีนักวิจัยประวัติศาสตร์ ประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา(Center for Southeast Asian Studies) จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ชื่อ ดร.ปิยดา ชลวร อาจารย์ได้อธิบายความรู้ใหม่ไว้มากมาย ตามหลักฐานที่มีการบันทึกไว้ โดยเจ้าหน้าที่ของบริษัท VOC บริษัทการค้าชาวดัตช์ ในตอนหนึ่งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้...ข้อมูลจริงทางประวัติศาสตร์ว่า ปาตานีเคยเป็นนครรัฐอิสระเล็กๆ ในแหลมมลายู และมีความรุ่งเรือง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-19 ทั้งด้านการศึกษาศาสนาอิสลาม และการค้าระหว่างประเทศ เกี่ยวกับความเจริญด้านการค้า ปาตานีมีท่าเรือที่ใช้มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สำคัญเคยเป็นท่าเรือพี่น้อง(Sister Port)กับเมือง Hirado ของประเทศญี่ปุ่น ตามบันทึกของบริษัท VOC ตั้งแต่ประมาณช่วงปี พ.ศ.2153...แต่เมื่อนครรัฐปาตานีเสียอธิปไตย ในยุคปี 2329 ความไม่สงบในแหลมมลายู (คือจังหวัดชายแดนภาคใต้) ได้เกิดขึ้นนับตั้งแต่นั้นมา จวบจนปัจจุบัน
ในที่เสวนาได้มีการพูดคุยเรื่องของรัฐไทย...ว่ามีความพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มีกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจประเด็นหนึ่ง คือมีนักวิชาการอาวุโส ที่สนใจในประวัติศาสตร์ปาตานีท่านหนึ่ง ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อประมาณ ปี ค.ศ. 2001 หรือ ปี พ.ศ.2544 ซึ่งเป็นปีการครบรอบ 400 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างปาตานี กับประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปีนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประเทศเนเธอร์แลนด์ มาติดต่อกับจังหวัดปัตตานี เพื่อหารือเรื่องการจัดงานสำคัญครั้งนี้ แต่งานถูกเบี่ยงเบน โดยเจ้าหน้าที่รัฐไทยบางคนในบางหน่วย ให้ไปจัดงานนี้ที่กรุงเทพฯ แทน ทั้งๆ ที่กรุงเทพฯ กรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยนั้น(พ.ศ.2153) ยังไม่เกิด
และที่สำคัญยิ่ง ถึงแม้จะอ้างว่าเนเธอร์แลนด์(ฮอลแลนด์) เคยมีความสัมพันธ์กับกรุงศรีอยุธยาก็ตาม แต่ชาวดัตช์ได้ติดต่อกับอยุธยา หลังจากติดต่อกับนครรัฐปาตานีแล้วครึ่งศตวรรษ คืออย่างน้อยเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 50 ปี จากจุดนี้เองที่นักวิชาการท่านนี้กล่าวว่า...การบิดเบือนเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ที่รัฐได้ทำลายความรู้สึก ความภูมิใจในประวัติศาสตร์ของคนท้องถิ่นเป็นอย่างมาก และเหตุนี้คือรากเหง้าหนึ่ง ของปัญหาความไม่สงบที่ลุกลาม ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
รัฐบาลสยามและไทยในยุครัตนโกสินทร์ ที่กระทำต่อนครรัฐเล็ก นครรัฐน้อยๆ ที่ตั้งอยู่รายรอบชายขอบทั้งหลาย ต้องมาหลอมรวม ตามลัทธิและแนวคิดของอาณานิคมนิยม ด้วยการยึดอำนาจและครอบครองดินแดน ได้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการประเทศ ที่สำคัญได้กระทำการยึดอำนาจจากทุกภาคส่วน สู่การรวมศูนย์อำนาจที่กรุงเทพฯ อีกทั้งได้บิดเบือน ปกปิดความเป็นไป ความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จนเกือบหมดสิ้น โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของปาตานี (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางอำเภอในจังหวัดสงขลา) ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องช่วยกันเปิดเวทีให้กว้างขวาง หาความจริงในอดีต ให้โอกาสการเรียนรู้ตัวเองให้มากและหากระบวนการเรียนรู้ ให้มีการยอมรับกันและกันมากขึ้น ดีกว่าที่จะให้ บางคน บางกลุ่มไปเล่าขานกันผิดๆ ถูกๆ และนำไปใช้ประโยชน์เป็นอย่างอื่น การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เป็นการสร้างความมั่นคงในความรู้สึก ในความภูมิใจ ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของบรรพชน และการอยู่ร่วมกัน ในประชาคมโลกที่ไร้เขตแดนในปัจจุบัน ไม่ใช่มีข้ออ้างว่าเรียนรู้ไม่ได้ จะถูกทวงดินแดนคืน หรือเพื่อการแบ่งแยกดินแดน เอกสารข้อมูลที่ทรงคุณค่าของท้องถิ่น มีให้ค้นคว้าศึกษามากมายและเปิดเผยในต่างประเทศ เป็นการสร้างความมั่นคงในการเรียนรู้ข้อเท็จจริง หรือเพราะเหตุผลความมั่นคงของชาติจึงต้อง “โกหกสีขาวชาวโลกตลอด” ?



