คอลัมนิสต์

คดีบีทีเอส'สองคนยลตามช่อง'

คดีบีทีเอส'สองคนยลตามช่อง'

04 ม.ค. 2556

คดีบีทีเอส'สองคนยลตามช่อง' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

                นาทีนี้บอกตามตรงว่า คดีที่ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) เตรียมจะแจ้งข้อกล่าวหาผู้บริหาร กทม. 9 คน และ 2 องค์กร คือ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กรณีทำสัญญาให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือรถไฟฟ้าบีทีเอส ในข้อหาร่วมกันประกอบกิจการรถราง 3 เส้นทาง เพิ่มเติมจากสัญญาสัมปทานเดิม เป็นเวลา 30 ปี โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 9 มกราคมนี้ ได้สร้างความสับสนให้แก่ประชาชนไม่ใช่น้อย

                เพราะทั้งสองฝ่ายคือ "ดีเอสไอ" และ "ผู้บริหาร กทม." นำโดย "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต่างโต้ตอบกันไปมาจนไม่รู้ว่าโครงการดังกล่าวทำถูกกฎหมายหรือไม่

                เนื่องจากไม่รู้ว่าควรจะเชื่อคำพูดของใครดี!

                แม้ว่า "ดีเอสไอ" เป็นหน่วยงานทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่ปัจจุบัน "ดีเอสไอ" ที่มี "ธาริต เพ็งดิษฐ์" เป็นอธิบดี ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองไปแล้ว

                ขณะที่ "กทม." โดย "คุณชายสุขุมพันธุ์" ภายใต้สังกัด "พรรคประชาธิปัตย์" ก็ถูกมองว่า การเซ็นสัญญาดำเนินโครงการกับบริษัทเอกชนรายเดิมมีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ อย่างไร

                ยิ่งกระแสข่าวมาโด่งดังในช่วง "คุณชาย" ใกล้หมดวาระในวันที่ 10 มกราคมนี้ ทำให้ถูกตีความได้หลายแง่ทั้งด้านบวกและลบ

                ด้านหนึ่งมองได้ว่า "คุณชาย" ต้องการหาเสียงให้แก่ตัวเอง เพราะเคยประกาศนโยบายหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่สอง ชูภายใน 4 ปี จะให้ค่าโดยสารบีทีเอสส่วนต่อขยาย-บีอาร์ทีฟรีตลอดสาย

                แต่ด้านลบอาจมองได้ว่า การเซ็นสัญญาดังกล่าวมีวาระซ่อนเร้นเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องหรือไม่

                การแถลงข่าวของ "ดีเอสไอ" ที่ระบุว่า การลงนามในโครงการดังกล่าวเป็นการต่อสัญญาเพิ่มเติมจาก "สัญญาสัมปทาน" ของเก่าที่มีอยู่แล้ว

                ซึ่งในการต่อสัญญาเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายใหม่ 3 เส้นทางที่ทาง "กทม." กำลังดำเนินการ "ดีเอสไอ" มองว่าการเซ็นสัญญาสัมปทานเพิ่มเติมหรือ "ต่อสัมปทาน" ต้องได้รับอนุญาตจาก "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย" เสียก่อน

                ขณะที่ "คุณชายสุขุมพันธุ์" ยืนยันว่า การดำเนินการของ กทม.ไม่ใช่การ "ต่อสัมปทาน" แต่เป็น "สัญญาว่าจ้าง" โดยใช้ทรัพย์สินของกรุงเทพมหานครและรายได้ทุกบาททุกสตางค์จากโครงการนี้จะตกเป็นของกรุงเทพมหานครทั้งหมด

                "คุณชาย" กำลังชี้ให้เห็นว่า ในฐานะ "ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร" ได้ใช้อำนาจบริหารจัดการทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ กทม.โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะ และ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่บัญญัติให้ "กทม." มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง

                ดังนั้นการลงนามดังกล่าวจึงเป็นการจ้างตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ กทม. เป็นการจ้าง ไม่ใช่การต่อสัญญาสัมปทาน จึงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

                นี่คือมุมมองของ "ผู้บริหาร กทม."

                ส่วนการตั้งข้อสังเกต ทำไม "ดีเอสไอ" จึงดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีเอง ไม่ส่งเรื่องให้ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) ดำเนินการแทน เพราะดีเอสไอไม่มีอำนาจในการส่งฟ้องศาล

                ซึ่งเรื่องนี้หากดูจากถ้อยแถลงของ "ธาริต" จะเห็นว่า คดีนี้เป็นการทำงานร่วมกับอัยการสูงสุดทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเท่านั้น

                ถือเป็นการใช้อำนาจในฐานะ "พนักงานสอบสวน" และรวบรวมพยานหลักฐานก่อนจะส่งต่อให้ "อัยการ" ส่งฟ้อง

                เพราะการแจ้งข้อหา "กทม." ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่แจ้งข้อหา "กทม." ลงนามไปโดยไม่มีอำนาจ เพราะผู้มีอำนาจที่แท้จริงคือ "รมว.มหาดไทย"

                เมื่อ  "กทม." ไม่มีอำนาจถือว่าไม่มีหน้าที่ จึงไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ดังนั้นจึงไม่ต้องส่งเรื่องให้ "ป.ป.ช." ดำเนินการ

                การทำคดีนี้ไม่ต่างจากการทำคดีสั่งฆ่า 1 ศพ "นายพัน คำกอง" ที่ดีเอสไอแจ้งข้อหา "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

                ซึ่ง "ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์" มองว่า การออกคำสั่งสลายการชุมนุมเป็นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ "ดีเอสไอ" มองเป็น "คดีฆาตกรรม"

                กรณีทำสัญญาให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือรถไฟฟ้าบีทีเอส "อัยการ" จะเป็นผู้ส่งฟ้อง

                พยานหลักฐานทั้งหมดศาลจะเป็นผู้ตัดสินเองว่า โครงการดังกล่าวเป็นการ "ต่อสัมปทาน" หรือ "สัญญาว่าจ้าง"

                ระหว่างนี้ก็เป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายจะมองและตีความ เพื่อประโยชน์ของตัวเอง

                แต่ข้อดีของคดีนี้ อย่างน้อยก็จะเป็นบรรทัดฐานในอนาคตต่อไปว่า รัฐบาลกลางสามารถแทรกแซงการบริหารงานของหน่วยงานที่เป็น "เขตปกครองพิเศษ" เช่น กทม.ได้หรือไม่

...........

(หมายเหตุ : คดีบีทีเอส'สองคนยลตามช่อง' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)