
ทำไม?แก้ไขรธน.ก่อความขัดแย้ง
ทำไม?แก้ไขรัฐธรรมนูญก่อความขัดแย้ง : ขยายปมร้อน โดยพิมพ์นารา ประดับวิทย์
สถานการณ์การเมืองที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ปี 2556 ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าจะไม่ร้อนแรง และหนึ่งในเชื้อที่ทำให้การเมืองปีมะเส็งส่อว่าจะรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนนูญ สอดคล้องกับผลวิจัยของ "สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ" ที่ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในกลุ่มคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี จะเป็นตัวเร่งให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงบานปลายในหมู่ประชาชนและเกิดการชุมนุมใหญ่ในปีนี้
โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ "นักศึกษา สถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 3" (สสสส.รุ่น 3) บางส่วนได้แสดงความเห็นผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้
"น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์" ส.ว.เพชรบุรี เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้มา 5 ปีแล้ว เมื่อเห็นว่ามีข้อบกพร่องตรงจุดไหน ก็สามารถแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่ล้มรัฐธรรมนูญ ควรแก้ไขเป็นรายมาตรา เหมือนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่นำไปพิจารณาในสภา รัฐบาลมีเสียงข้างมากอยู่แล้ว รัฐธรรมนูญ ปี 50 มีความเข้มงวดทำให้นักการเมืองต้องอยู่ในกรอบที่กำหนดต้องมีวินัยมากขึ้น ส่วนการทำประชามตินั้นหากแก้ไขเป็นรายมาตรา ก็ไม่จำเป็นต้องทำ และก็ไม่ต้องตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมา จะได้ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก
ส่วนมุมมองของ "นางปุณณดา วรสินธุ์" ประธานกรรมการ บริษัท พงษ์สุดา ชาเลต์ จำกัด เห็นว่า ประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจ ยังกังขากันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ประชาชนจะได้อะไร ประเทศชาติจะมีผลดีอย่างไร และปรองดองกันได้หรือไม่ หรือจะเพิ่มความยุ่งยากแตกแยกให้แก่บ้านเมืองเข้าไปอีก ดังนั้นจึงเห็นว่ารัฐบาลควรจะต้องทำความเข้าใจและชี้แจงให้ชัดเจนก่อนที่จะตัดสินใจอะไรลงไป
ขณะที่ "นายทรงจิตร มุขดี" ผู้จัดการฝ่ายมาตรฐานสินค้าส่งออก บริษัท เบลเซอร์เวย์ จำกัด เห็นด้วยหากแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อการพัฒนา ก้าวไปสู่ความสมบูรณ์บนความหมายอย่างถูกต้อง แต่อยากให้ลงประชามติว่าจะแก้ข้อไหนบ้าง เพราะเหตุผลอะไร มีผลดีผลเสียอย่างไร เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างไร นำความคิดเหล่านี้มาประชาพิจารณ์ และลงมติก่อน
ทางด้าน "นางวรรณรัตน์ นิรมิตรศรีชัย" กรรมการผู้จัดการ บริษัท รักษ์สิน จำกัด มองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน ควรแก้ปัญหาปากท้องประชาชนก่อน แต่หากจะแก้ไขก็ควรแก้เป็นรายมาตรา และควรทำความเข้าใจกับประชาชน โดยระบุให้ชัดเจนว่าจะแก้มาตราใด และประชาชนจะได้รับประโยชน์ แก้ไขแล้วการเมืองก้าวเดินต่อไปได้อย่างไร ไม่ควรไปแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ส่วนการทำประชามติ อย่าทำเพียงเพื่อเป็นเครื่องมือที่ชอบธรรม เพื่อประโยชน์พวกพ้อง
ขณะที่ "นายวิชชุกร คำจันทร์" นักบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และผู้ประสานงาน “กลุ่มอาทรเสวนา” มีความเห็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ยังไม่จำเป็นต้องแก้ไขตอนนี้ ถ้าพิจารณาถึงเหตุผลและกาลเทศะ เพราะมีเรื่องที่สำคัญอีกมากที่รัฐบาลควรทำ เช่น ผลกระทบจากนโยบายประชานิยมแบบสุดขั้ว และการบริหารงานของรัฐบาลว่าเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ ขณะเดียวกันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นหรือเกี่ยวพันกับความเป็นประชาธิปไตย อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการยกร่างของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ผ่านการลงประชามติมาแล้ว รัฐบาลชุดปัจจุบันก็มาจากการเลือกตั้ง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลปัจจุบันและสังคมไทย มีความเป็นประชาธิปไตย นานาประเทศก็ยอมรับ แต่จากนี้ไปจะได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย หรือไม่เพียงใดก็อยู่ที่ การกระทำของรัฐบาลเองว่าจะบริหารงานโดยยึดหลักประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่อยู่ที่การแก้ไขหรือยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ส่วน "นางสาว ไอริน ดำรงค์มงคลกุล" ผู้ประกาศและพิธีกร กล่าวว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของบางคน ก็สามารถแก้ไขได้ในประเด็นนั้นๆ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้มาระยะหนึ่งแล้ว ขณะที่บริบทต่างๆ ทางสังคมการเมืองก็เปลี่ยนแปลงไป ส่วนมาตราไหนไม่ถูกใจใครหรือมาตราไหนต้องปรับเปลี่ยน ก็ขอให้สังคมช่วยกันมองดูเรื่องนี้ด้วย
ด้าน "ดร.แสนศักดิ์ ศิริพานิช" รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและชุมชนสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประชาสังคมควรให้ความสนใจ เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลรับฟังว่าจะแก้ไขทั้งฉบับหรือบางมาตรา เพราะมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องมองในระยะยาว ให้ฝ่ายนิติบัญญัติได้รับฟังเสียงจากประชาชน ก่อนที่จะพิจารณาว่าจะทำประชาพิจารณ์
แล้วมุมมองของคุณในฐานะประชาชนคนไทยเห็นอย่างไรกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50?
..............
(หมายเหตุ : ทำไม?แก้ไขรัฐธรรมนูญก่อความขัดแย้ง : ขยายปมร้อน โดยพิมพ์นารา ประดับวิทย์)



