
'ปรองดอง'พรที่ถูกขอจากคนไทย
'ปรองดอง'พรที่ถูกขอจากคนไทย : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 31 ธ.ค.2555
ความสามัคคีปรองดองโดยไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกหรือแบ่งสีของคนในชาติ ยังคงเป็นความปรารถนาอันสูงสุดของคนไทยทุกคน ซึ่งไม่ว่าโพลล์จากสำนักไหนผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุขดำเนินไปตามครรลองโดยปราศจากความขัดแย้ง เช่นเดียวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วน อวยพรในวันปีใหม่ 2556 ขอให้คนไทยทุกคนร่วมสร้างพลังคิดบวกร่วมกัน เพื่อให้พลังนี้เป็นพลังที่ต่อยอดความสุขให้กลับมาหาคนไทย ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาบ้านเมืองต้องพบกับความแตกแยกวุ่นวายไปทั่วทุกหัวระแหง จนนำไปสู่การชุมนุมเคลื่อนไหวขยายวงเป็นการเผชิญหน้าระหว่างกันทั้งในและนอกสภา
สังคมไทยมีศักยภาพในการก้าวสู่ความปรองดอง แต่การสนับสนุนให้เกิดการพูดคุยและยอมรับฟังกันนั้นยังมีอยู่ไม่มาก รัฐบาลและฝ่ายค้านยังคงทำหน้าที่ของตนเองบนความคิดเห็นที่แตกต่างกันแบบไม่สร้างสรรค์ ในความหมายของการปรองดองที่หลากรูปแบบ วิธีการ ทำให้วลีปรองดองถูกร้องหาโดยไม่จบสิ้น หากจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นสังคมไทยต้องมีความพร้อมที่จะก้าวไปสู่อนาคต ต้องไม่ย่ำอยู่กับที่และไม่ก้าวถอยหลัง หรือจมอยู่กับปัญหาความขัดแย้งเดิมๆ ด้วยความพร้อมที่จะเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างมีอยู่อย่างหลากหลาย และผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองได้มีการเสนอแนะทางออกไว้มากมาย แต่มิบังเกิดผล เพราะไม่มีใครที่จะอ่อนข้อหรือยอมใคร โดยคิดถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวตอนหนึ่งกับผู้บัญชาการเหล่าทัพที่เข้าอวยพรเนื่องในเทศกาลขึ้นปีใหม่ตอนหนึ่งน่าฟังว่า ถ้าเรามองชาติบ้านเมืองในวันนี้ เราคงจะมองเห็นว่า คนไทยแตกแยก แบ่งฝ่ายกัน ความจริงต้องมองให้ลึกลงไปกว่านั้นว่า เราไม่ได้แตกแยกกัน แต่มีความคิดเห็น ความเชื่อที่แตกต่าง ถ้าเรานึกถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน เราอาจจะพูดว่า เรามีความคิดเห็น ความเชื่อแตกต่างฉันมิตรก็ไม่เสียหายอะไร เพราะถ้าเราเห็นบ้านเมืองแตกแยก แตกต่างกันจะเป็นอุปสรรคต่อการรักชาติ บ้านเมืองของคนไทยด้วยกัน ถ้าเราเห็นแก่ส่วนรวมเหมือนกันบนความแตกต่างที่เป็นมิตรกัน บ้านเมืองจะร่มเย็นเป็นสุข ที่แย่ไปกว่านั้นคือ บางคนเห็นว่า คนที่เห็นแตกต่าง คิดแตกต่าง เป็นคนผิด เป็นคนไม่ดี ยิ่งเป็นอุปสรรคในเรื่องความรักความสามัคคีของคนในชาติ ถ้าเรามุ่งไปที่ชาติเป็นใหญ่ เรื่องความแตกต่างก็จะเป็นเรื่องที่เราพอจะเป็นมิตรกันได้
ความเห็นต่างไม่ใช่อุปสรรคในการสร้างความสามัคคี อีกทั้งการให้อภัยกันถือเป็นเรื่องที่ดี บ้านเมืองเราแตกแยกมานาน ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักในหลายภาคส่วน ทุกคนอยากเห็นเมืองไทยเดินหน้าและสามัคคี เพื่อให้บ้านเมืองจะเดินหน้าเต็มกำลังได้ แต่ละสังคมหรือสังคมเดียวกันอาจมีความเห็นที่เหมือนหรือแตกต่างกันได้ ถือเป็นเรื่องปกติ หากได้มีการพูดคุย แสดงความเห็น รับฟัง และกำหนดทิศทางในสังคมร่วมกันตามครรลองภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ก็จะทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนอันยิ่งใหญ่มหาศาล เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการกำหนดเป้าหมายของสังคม ซึ่งเพียงพอที่จะช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นระหว่างผู้ที่คิดเห็นแตกต่างกัน และจะทำให้สังคมไทยมาสู่แนวทางของการปรองดองได้



