
สร้างจิตสำนึกลดอุบัติเหตุ
สร้างจิตสำนึกลดอุบัติเหตุ : บทบรรณาธิการประจำวันที่30ธ.ค.2555
ผ่านพ้นไป 2 วัน ยอดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 ที่มีผู้เดินทางไปท่องเที่ยวและกลับบ้านเพื่อพบปะสังสรรค์กับครอบครัวและบรรดาญาติพี่น้องยังคงมีจำนวนสูง โดยศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน แถลงมีผู้เสียชีวิตช่วง 7 วันอันตรายแล้ว 71 คน บาดเจ็บสะสม 826 คน ซึ่งถือเป็นสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงมากในรอบปี เนื่องจากเป็นชาวงเทศกาลเช่นเดียวกับวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์ ท่ามกลางหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ออกมารณรงค์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนระมัดระวังและตระหนักลดละเลิกพฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่ยานพาหนะ ด้วยการตั้งสติอยู่บนความไม่ประมาทเพื่อลดอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี
ความสูญเสียส่วนใหญ่สาเหตุหลักมาจากเมาแล้วขับ ถึงแม้ตัวเราจะไม่ดื่มหรือดื่มแล้วไม่เมาก็ใช่ว่าจะปลอดภัย หากเราเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ใช้รถใช้ถนนก็อาจเป็นหนึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตหรือพิการ ถ้าทุกคนไม่เริ่มป้องกันที่ตัวเองก่อน จากสถิติในช่วงเทศกาลปีใหม่ความสูญเสียจะเพิ่มเป็นสองเท่าจากช่วงปกติแต่ละวันเฉลี่ยราว 30 กว่าคน จะเพิ่มเป็น 50-60 คนต่อวัน เมื่อเทียบกับช่วง 7 วันอันตราย รวมแล้วประมาณ 300 คน หากนำไปเทียบกับเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ที่เราเริ่มรณรงค์ลดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตช่วงแรกๆ มีผู้เสียชีวิตวันละ 100 คน รวม 7 วันก็ประมาณ 700 คน
อุบัติเหตุการจราจรที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และระบบเศรษฐกิจปีละ 2 แสนล้านบาท ซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตนั้นเกิดจากอุบัติเหตุทางจราจรที่ยังเป็นอันดับต้นๆ โดยในแต่ละปีที่ผ่านมามีการตั้งเป้าผู้เสียชีวิตในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ ทั้งที่จริงก็ไม่ควรเป็นเช่นนั้น ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาตัวเลขการตายลดลงมาก็จริง แต่ก็ยังมีการสูญเสียอยู่ ขนาดเหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีให้เห็นทุกวัน 7 วันยังตายไม่ถึง 300 คนเลย แต่คนไทยไม่กลัวการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ
สาเหตุของอุบัติเหตุไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น อีกสาเหตุหนึ่งที่มีผลค่อนข้างมากคือง่วงหรือหลับใน ซึ่งต้องมีการรณรงค์และมีการกำหนดมาตรฐานเช่นเดียวกันในเรื่องการขับขี่ยานพาหนะต่างๆ รวมไปถึงการสำรวจความปลอดภัยของถนนว่ามีอีกหลายจุดที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุหรือมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา จึงต้องไปปรับปรุงในทางกายภาพและความปลอดภัยของยานพาหนะ ที่สำคัญการสร้างจิตสำนึกทัศนคติและค่านิยมซึ่งถือว่ายั่งยืนที่สุด เพราะเรื่องกฎระเบียบถ้าหากยังไม่สามารถปรับทัศนคติค่านิยมได้ จะเป็นเพียงการเพิ่มงานให้แก่เจ้าหน้าที่เมื่อมีคนทำผิดกฎหมายมากขึ้น และไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง



