คอลัมนิสต์

'ดีเอสไอ'เตะตัดขา'สุขุมพันธุ์'

'ดีเอสไอ'เตะตัดขา'สุขุมพันธุ์'

28 ธ.ค. 2555

เตะตัดขา'สุขุมพันธุ์' 'ดีเอสไอ'จักรกลการเมือง : ขยายปมร้อน โดยปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

              หลังการเรียก "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" - "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เข้ารับทราบข้อหาสั่งการฆ่า พร้อมจ่อติดกับคดีพยายามฆ่า ทำร้ายร่างกายม็อบเสื้อแดงอีกเกือบ 2,000 ชีวิต

              ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ประกาศชัดว่าหลังเปิดศักราช 2556 ยังมีคดีสำคัญที่ "ธาริต" ต้องถูกด่าอีกเพียบ

              เริ่มต้นทันทีเมื่อเปิดทำการ 2 มกราคม ดีเอสไอจ่อเรียก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ทีมรองผู้ว่าฯ พร้อมข้าราชการประจำและบริษัทเอกชนรวม 11 ราย เข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีขยายอายุสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส

              ในขณะที่กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีมติส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ลงชิงชัยเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นสมัยที่สอง

              ที่มาของเรื่องคือ การยื้อแย่งอำนาจในการขยายสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสระหว่างกรุงเทพมหานครกับรัฐบาล จน "พรรคเพื่อไทย" เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบ โดยมีการโต้แย้งไปมาในประเด็นข้อกฎหมายว่า อำนาจในการขยายอายุสัมปทานเป็นของหน่วยงานใดกันแน่ระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับ กทม.

              ฝ่ายมหาดไทยงัดประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ข้อ 3 และข้อ 11 เกี่ยวกับกรณีที่ให้กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับกิจการรถราง การประปา การไฟฟ้า ส่วน กทม.โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ชี้แจงว่าการทำสัญญาให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือรถไฟฟ้าบีทีเอส ระหว่างบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด กับบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้เป็นการต่อหรือขยายอายุสัมปทาน แต่เป็นสัญญาจ้างบีทีเอสซี เดินรถไฟฟ้าเป็นเวลา 30 ปี เป็นการจ้างตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ กทม. ปี 2528 มาตรา 89 (8) ไม่ใช่การต่อสัญญาสัมปทาน จึงไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

              เรื่องราวบานปลายจนดีเอสไอนำคดีเสนอขอมติที่ประชุม กคพ. วันที่ 27 มิถุนายน 2553 ให้รับกรณีบีทีเอสเป็นคดีพิเศษ โดยพรรคประชาธิปัตย์ขู่จะฟ้องกราวรูดบอร์ด กคพ. หากมีมติรับคดีซึ่งน่าจะอยู่นอกอำนาจสอบสวนของดีเอสไอ เป็นผลตีกลับให้ดีเอสไอต้องนำคดีกลับไปตรวจสอบให้รอบคอบโดยเฉพาะประเด็นข้อกฎหมายแล้วให้นำกลับมาเสนอให้บอร์ดพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งในการประชุมวันที่ 10 ตุลาคม 2553 หลังการเปลี่ยนแปลงกรรมการคดีพิเศษที่ดำรงตำแหน่งครบวาระ ซึ่งรอบนี้คนใกล้ชิดค่ายการเมืองฝั่งรัฐบาลมีรายชื่อร่วมเป็นบอร์ด กคพ.ชนิดยกแผง

              ต่อมาพนักงานสอบสวนใช้เวลาเพียง 2 เดือนเศษ ก็สามารถสรุปความเห็นในสำนวนคดีว่า มีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริง จากการร่วมกันประกอบกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภค โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานจากกระทรวงมหาดไทย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 84 และมาตรา 86 ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 พ.ศ.2515 ข้อ 3 และข้อ 11 ซึ่งเป็นธงนำการสอบสวนตั้งแต่ชั้นตรวจสอบข้อเท็จจริง

              พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง หัวหน้าพนักงานสอบสวน ระบุว่า การกระทำของกทม.จึงถือว่าไม่มีอำนาจ เมื่อไม่มีหน้าที่จึงไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่คดีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภค โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานจาก รมว.มหาดไทย ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.

              คดีนี้มีบทลงโทษไม่หนัก แต่ผลกระทบจากสัญญามีผลมหาศาล เพราะสัญญาที่เซ็นไปจะกลายเป็นโมฆะ ซึ่งจะส่งผลถึงบริษัท บีทีเอส ที่นำหุ้นไปขายหลังการเซ็นสัญญา หลังจากนี้ราคาหุ้นอาจจะตกเพราะความเป็นโมฆะของสัญญาซึ่งเท่ากับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

              สำหรับว่าที่ผู้ต้องหาลำดับที่ 1 จากทั้งสิ้น 11 ราย คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ในฐานะผู้ควบคุม กำกับ ดูแล บริหารราชการกรุงเทพมหานคร ย่อมรู้หรือมีเหตุผลอันควรรู้ ยินยอมให้มีการทำสัญญาดังกล่าวที่ฝ่าฝืนกฎหมาย จึงถือได้ว่ามีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจในฐานะเป็นตัวการหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน ให้มีการกระทำผิดขึ้น

              การสั่งคดีในช่วงใกล้การเลือกตั้งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ทำให้เลี่ยงไม่ได้กับข้อครหาว่าเป็นการ "ดิสเครดิต-เตะตัดขากัน" ในทางการเมือง

              แต่ "ธาริต" ชี้แจงว่า การสอบสวนดำเนินไปตามห้วงเวลาที่เหมาะสมและควรเป็นอัยการฝ่ายคดีพิเศษที่เข้าร่วมสอบสวน ก็เห็นชอบให้เรียกผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหา โดยคดีนี้ อัยการตรวจสอบเอกสารหลักฐานโดยละเอียด ซึ่งในชั้นอัยการใช้เวลาตรวจสอบสำนวนนานถึง 2 สัปดาห์ เนื่องจากเกรงว่าการแจ้งข้อกล่าวหาอาจเป็นการก้าวก่ายอำนาจสอบสวนของป.ป.ช. แต่สุดท้ายอัยการได้เห็นชอบให้เรียกผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหาเนื่องจากเป็นการกระทำที่ถือว่าขัดกับประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 หลังการแถลงข่าว 2 มกราคม 2556 จะให้เวลาผู้ต้องหานาน 7 วัน เพื่อเข้ารับทราบข้อหา

              “หากเป็นการกลั่นแกล้ง ดีเอสไอคงรอให้มีการสมัครรับเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ยืนยันได้ว่าคดีนี้มีพยานหลักฐานหนักแน่น ที่สำคัญดีเอสไอครอบงำอัยการให้เห็นตามไม่ได้” นายธาริต ระบุ

              หลังจากนี้ยังคงต้องจับตาก้าวย่างของดีเอสไอ ซึ่งมักมีจังหวะสอดรับพอเหมาะพอดีกับการเมืองทุกค่ายที่ขึ้นมายึดกุมอำนาจบริหาร เชื่อแน่ได้ว่า ยังมีอีกเยอะ

.........

(หมายเหตุ : เตะตัดขา'สุขุมพันธุ์' 'ดีเอสไอ'จักรกลการเมือง : ขยายปมร้อน โดยปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย)