คอลัมนิสต์

'ทุ่มประชานิยม'เล็งผ่านประชามติรธน.

'ทุ่มประชานิยม'เล็งผ่านประชามติรธน.

27 ธ.ค. 2555

'ทุ่มประชานิยม'เล็งผลผ่านประชามติรธน. : ขยายปมร้อน โดยโอภาส บุญล้อม

                 มาถึงตอนนี้คงเป็นที่แน่นอนแล้วว่า รัฐบาลคงเลือกใช้วิธีทำประชามติถามประชาชนกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550

                 แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านจากแกนนำพรรคเพื่อไทยอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ "แกนนำเสื้อแดง" เพราะเห็นว่าการใช้วิธีลงประชามติโอกาสผ่านยากเนื่องจากต้องมีผู้มาออกเสียงมากถึง 24 ล้านคน

                 แต่พลันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วิดีโอลิงก์มายังเวทีคนเสื้อแดงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา "ประกาศิต" ให้ใช้การทำประชามติ แถมพูดเสียงดังฟังชัดว่า ที่คนกลัวว่าจะมีคนมาใช้สิทธิ์ไม่ถึง 24.3 ล้านเสียงนั้น ไม่หนักใจเลยเพราะตนเองผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้ง มั่นใจว่า "เป็นเรื่องหมูๆ"...ทุกอย่างก็ต้องเดินไปตามที่ "นายใหญ่" ต้องการ

                 แต่ว่ากันตามจริง...การที่ประชามติจะผ่านได้โดยต้องมีผู้ออกมาใช้เสียงถึง 24 ล้านคนเศษนั้น ไม่ใช่เรื่อง "หมูๆ" เลย แต่เป็น "งานหิน" ด้วยซ้ำ

                 หากมองย้อนไปถึงการลงประชามติรัฐธรรมนูญปี 2550 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ยุค "คมช." ซึ่งใช้ทุกวิธีทั้งทหาร กลไกอำนาจรัฐ ก็ยังมีคนมาใช้สิทธิออกเสียงเพียง 57 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คือ มีผู้ไปลงประชามติ 25 ล้านคนจากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง 45 ล้านคน ได้เกินครึ่งมาไม่มาก

                 ทั้งที่ตอนนั้นบรรยากาศต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแทบไม่มีเลย เพราะยังอยู่ในบรรยากาศของการปฏิวัติ ซึ่งต่างกับครั้งนี้ที่ไม่ทันไรก็มีกระแสต่อต้านเต็มไปหมด เนื่องจากมีการมองว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกทั้งสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

                 และหากนำไปเทียบการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งล่าสุดเมื่อ 3 กรกฎาคม 2554 พรรคเพื่อไทยได้ 15 ล้านเสียง รวมเข้ากับคะแนนของพรรคร่วมอีกประมาณ 3 ล้านเสียง ก็ตกประมาณ 18 ล้านเสียงเท่านั้น ต้องหาอีกถึง 6 ล้านเสียง จึงจะได้ 24 ล้านเสียง

                 แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ลั่นวาจาออกไปแล้วว่าให้ทำ "ประชามติ" ก็แสดงว่ามี "วิธีการ" ที่จะนำไปสู่เป้าหมายให้ได้

                 นั่นก็คือ การใช้ "ประชานิยม" ตามสไตล์ถนัดของ พ.ต.ท.ทักษิณ

                 เห็นได้จากในวันที่บอกว่า "ประชามติเป็นเรื่องหมูๆ" พ.ต.ท.ทักษิณก็ปูดว่า กำลังคิดเรื่องกองทุนใหม่ให้เป็นสวัสดิการของตำบลและหมู่บ้าน โดยจะมีรายได้นำส่งตำบลและหมู่บ้านตลอด 20 ปี เพื่อที่จะทำให้คนไทยมีขั้นพื้นฐานที่ดี ซึ่งเมื่อเป็น "สวัสดิการ" ก็เท่ากับให้ฟรี จึงยิ่งกว่ากองทุนหมู่บ้านและโครงการเอสเอ็มแอล ที่ยังเป็นแค่การให้ชาวบ้านกู้ยืมเงิน

                 และเมื่อตามสโลแกนของพรรคเพื่อไทยที่ว่า "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ก็ออกมารับลูกขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ตอนนี้พรรคกำลังพิจารณารายละเอียดโครงการนี้อยู่ หากชัดเจนเมื่อไหร่จะประกาศออกมาแน่ว่าจะทำในรูปแบบใด และ "กองทุนใหม่" นี้จะไม่เหมือนกับกองทุนหมู่บ้านและโครงการเอสเอ็มแอล อย่างแน่นอน

                 เรื่อง "ประชานิยม" ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ยังมีอีกหลายโครงการ ก่อนหน้านี้ก็มี "โครงการรถยนต์คันแรก" ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 โดยเริ่มให้สิทธิ์สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์เป็นคันแรกของตัวเองตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 สามารถขอคืนภาษีได้ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนแห่กันไปจองซื้อรถยนต์กันขนานใหญ่

                 ล่าสุดถึงเดือนธันวาคมนี้มียอดผู้ขอใช้สิทธิ์คืนภาษีไปแล้ว 1.1 ล้านคัน และเมื่อถึงสิ้นปีนี้ คาดว่ายอดการขอใช้สิทธิ์น่าจะพุ่งขึ้นไปถึง 1.2 ล้านคัน

                 นอกจากนี้รัฐบาลยังมี "โครงการบ้านหลังแรก" สำหรับผู้ที่อยากจะซื้อ "บ้านหลังแรก" เป็นของตนเองแต่ยังกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย โครงการคืนภาษีบ้านหลังแรกของรัฐบาล เป็นการนำค่าใช้จ่ายในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ พร้อมที่ดินหรืออาคารห้องชุดที่เป็นที่อยู่อาศัย มาหักลดหย่อนภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง ในอัตราไม่เกิน 10% ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท

                 โดยให้ทยอยหักภาษีในจำนวนปีละเท่าๆ กันเป็นเวลา 5 ปี และเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรียังได้เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการบ้านหลังแรกของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ดอกเบี้ย 0% ระยะเวลา 3 ปี ออกไปอีก 6 เดือน จากเดิมที่สิ้นสุดระยะเวลายื่นคำขอกู้เงินวันที่ 30 กันยายน 2555 ขยายเป็นวันที่ 29 มีนาคม 2556

                 และเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี ยังได้ทำการ "ปรับโครงสร้างภาษีใหม่" ดูแลผู้มีเงินได้ทุกระดับ ช่วยลดช่องว่างคนรวย-คนจน โดยรัฐยอมสูญรายได้ถึง 7 พันล้านบาท

                 ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเสนอปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับการคำนวณเงินได้สุทธิจากเดิม 5 ขั้นอัตราเป็น 7 ขั้นอัตรา และลดอัตราภาษีสูงสุดจาก 37% เหลือ 35% ทั้งนี้เพื่อปรับลดช่องว่างระหว่างผู้มีรายได้มากและน้อย โดยใช้อัตราภาษีใหม่ดูแลผู้มีเงินได้ในทุกระดับบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน

                 อย่างไรก็ตาม การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะเริ่มใช้ได้หลังจากผ่านการพิจารณาของสภา ซึ่งหากออกเป็น พ.ร.บ.ได้ทันปี 2556 ผู้มีเงินได้ในปี 2556 จะสามารถยื่นแบบภาษีอัตราใหม่ได้ ในปี 2557

                 "ประชานิยม" ทั้งหมดนี้ก็มุ่งหวังซื้อใจประชาชนให้ออกมาใช้เสียงลงประชามติอย่างล้นหลามเพื่อผ่านแก้ไขรัฐธรรมนูญให้จงได้

......

(หมายเหตุ : 'ทุ่มประชานิยม'เล็งผลผ่านประชามติรธน. : ขยายปมร้อน โดยโอภาส บุญล้อม)