คอลัมนิสต์

เมื่อตำรวจถูกจับที่สตช.?

เมื่อตำรวจถูกจับที่สตช.?

26 ธ.ค. 2555

เมื่อตำรวจถูกจับที่สตช.? : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข [email protected]

              ภาพสวยหรูที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชนก็ดี ผ่านที่ประชุมต่างๆ ก็ดีในรูปแบบของการทำข้อตกลงร่วม(เอ็มโอยู)ระหว่างนายตำรวจใหญ่กับหน่วยงานต่างๆ นั้น อาจสร้างความชื่นมื่นให้แก่หน่วยงานภาคีต่างๆ ที่ต้องการเห็นภาพที่แสดงสัญลักษณ์ดังกล่าว โดยไม่เฉลียวใจสักนิดว่า ภาพในลักษณะนี้เกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัยของผู้นำตำรวจ รวมถึงไม่ตั้งคำถามและไตร่ตรองสะท้อนคิดด้วยว่า “ทำไมเมื่อจบการแสดงภาพของการทำข้อตกลงร่วมแล้วทุกอย่างก็จบลงด้วยเช่นกัน” เมื่อไม่เปิดใจที่จะคิดทบทวน ดังนั้น ปาหี่ของการแสดงดังกล่าวก็จะยังเกิดขึ้นเช่นนี้ร่ำไป

              เอ็มโอยู คือคำเรียกขานที่มีความหมายว่า บันทึกข้อตกลงร่วม นั้นอาจมีความหมายสำหรับประเทศที่มีผู้นำทั้งระดับประเทศและระดับหน่วยงานที่เข้มแข็ง แต่สำหรับประเทศไทยดูเหมือนว่า การลงนามในเอ็มโอยูจะมีคุณค่าเพียง “การถนอมน้ำใจของผู้นำต่างหน่วยงานที่มาขอความร่วมมือเท่านั้น” บ่อยครั้งที่พบว่าภายหลังจากการจัดพิธีลงนามในเอ็มโอยูแล้วก็ไม่มีรูปธรรมของการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงอย่างมีพลังและเข้มแข็ง เพื่อให้สิ่งที่ตกลงร่วมกันนั้นบรรลุผล ยกเว้นกรณีที่ก่อนทำเอ็มโอยูได้มีการสร้างกระบวนการให้ผู้นำตำรวจตระหนักอย่างแท้จริงว่า ประเด็นที่ต้องการทำเอ็มโอยูนั้นมีความสำคัญ

              คณะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย(ไม่ปรากฏว่าเชิญผู้นำตำรวจเข้าร่วม)เดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำบันทึกของตกลงร่วมกับนานาประเทศในพิธีที่ถูกจัดขึ้นอย่างเริดหรูอลังการ แต่หลังจากนั้นกลับมานานนับปีไม่ปรากฏผลการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง เชิงระบบ เชิงวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของคนไทยที่ควรจะปลอดภัยขึ้นแต่อย่างใด

              ระบบรถขนส่งสาธารณะยังคงกระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองหลวง เฉพาะย่านการค้าแหล่งผลประโยชน์โดยเป้าหมายลดการจราจรที่ติดขัดเพียงเท่านั้น คุณภาพของรถขนส่งสาธารณะที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้เช่นรถตู้กลับกลายเป็นยานพาหนะที่มีความเสี่ยงสูง ลิดรอนสิทธิของผู้บริโภค แต่ได้รับความนิยมเนื่องจากสะดวก เร็ว ประหยัด ถึงแม้ผู้โดยสารจะมีความรู้ เรียกได้ว่า ยินยอมพร้อมใจที่จะเสี่ยง ไม่เว้นแม้แต่เด็กนักเรียน ที่พ่อแม่ปล่อยให้โดยสารรถตู้แบบเสี่ยงๆ ไปเพียงลำพัง

              การพัฒนาถนนยังคงมุ่งเน้นเรื่องการสร้างความสะดวกและรวดเร็วเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมุ่งหวังผลทางเศรษฐกิจโดยมิได้ให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการงบประมาณด้านวิศวกรรมจราจรที่ปลอดภัย ครั้นสร้างแบบ ไม่ปลอดภัยมาแล้วจะแก้ไขให้ปลอดภัยยิ่งยากยิ่ง...รองบประมาณคือคำตอบ

              โถมกระหน่ำด้วยนโยบายที่ผลักให้คนไทยเข้าถึงรถยนต์ส่วนบุคคลตั้งแต่ยังทำงานหารายได้ด้วยตนเองไม่ได้...นโยบายรถคันแรก...ส่งผลอย่างชัดเจนต่อการสร้างนักขับมือใหม่วัยเพียง 20 ขับรถอย่างไม่มีวุฒิภาวะเต็มเมือง ยังไม่นับรวมกับการแอบเริ่มหัดขับก่อนวัย 20 และกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมต้นที่เพิ่มจำนวนของการเป็นนักขี่รถจักรยานยนต์จำนวนมาก...เมื่อรถยนต์ถูกควบคุมโดยบุคคลที่มีวุฒิภาวะไม่พร้อมคงไม่ต้องถามถึงพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัย

              สิ่งที่ดูเหมือนหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทยจะคิดและทำได้จึงมีเพียง “การรณรงค์ให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัย” โดยให้เหตุผลว่า “ในเมื่อเราป้องกันอุบัติเหตุไม่ได้ก็ป้องกันไม่ให้ตายหรือบาดเจ็บรุนแรงก็แล้วกัน” หมดหนทางคิดป้องกันไม่ให้คนกลุ่มเสี่ยงมาขับขี่รถจัรยานยนต์อีกต่อไป อยากถามว่าคนใส่หมวกกันน็อกชนคนอื่นตายกลางถนนจะทำอย่างไร ?

              เมื่อถึงทางตันและต้องหาคำตอบไปตอบนานาชาติว่าฉันได้ลงมือทำอะไรไปบ้างแล้วนะหลังจากลงนามเอ็มโอยูกับคุณก็หันกลับมาหาคุณตำรวจด้วยเหตุผลว่า นานาชาติเขาประสบความสำเร็จเพราะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ดังนั้น ปาหี่ของการลงนามเอ็มโอยูระหว่างตำรวจกับหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักด้านอุบัติเหตุจึงเกิดขึ้น...คุณตำรวจจำต้องรับภาระนี้ไปโดยปริยาย ! และเป็นที่มาของผู้นำตำรวจถูกรุมล้อมจับมาทำเอ็มโอยู ตกอยู่ในภาวะกระอักกระอ่วน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

              เหมือนเช่นเคย...ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์แต่อย่างไร แต่ผู้นำตำรวจก็ยังเลือกที่จะใช้วิธีประนีประนอมมากกว่าที่จะฟันธงกับภาคีว่า “หากคิดว่าตำรวจมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนความปลอดภัยทางถนนอย่างแท้จริง รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ต้องสนับสนุนตำรวจในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ การคิดแต่เพียงจะให้ตำรวจไปไล่จับถึงแม้จะอ้างว่าจะสร้างกระแสรณรงค์เพื่อลดแรงต้านทานนั้นเป็นแค่เพียงเศษเสี้ยวของการบริหารจัดการเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่ของคนไทยที่ดำรงอยู่บนสภาพแวดล้อมที่มีระบบขนส่ง ระบบถนนและระบบกฎหมายที่ไม่พร้อม”

              หรือว่า จริงๆ แล้ว...ก็ต้องการเพียงภาพถ่ายไปอวดนานาชาติเพื่อให้รอดเท่านั้น?... วาทกรรมที่ว่า อุบัติเหตุทางถนนไม่ลด คนเจ็บคนตายยังมากอยู่เพราะตำรวจไทยไม่บังคับใช้กฎหมายก็ยังคงเป็นสิ่งที่เอามาอ้างอยู่ต่อไป ?!?