คอลัมนิสต์

ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก

ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก

26 ธ.ค. 2555

ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

              ดูแล้วการทำประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงเป็นไปตามท่าทีของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ที่สนับสนุนให้ "ทำประชามติ" เพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะของศาลรัฐธรรมนูญ

              ถ้าผลการทำประชามติไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน ก็สามารถกลับไปใช้แนวทางการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราได้ สอดคล้องกับที่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หากประชามติไม่ผ่านความเห็นชอบ ไม่ถือเป็นความล้มเหลวที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เพราะไม่ได้เป็นแนวนโยบายของรัฐบาล แต่ทำตามคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายควรให้การสนับสนุน

              เพราะวัตถุประสงค์ใหญ่ ไม่ใช่เรื่องการทำประชามติหรือไม่ แต่เป็นเรื่อง "ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550"

              ดังนั้น ความเห็นขัดแย้งกันเองภายใน "พรรคเพื่อไทย" ในวันนี้ถือว่าทุกอย่างจบ และเคลียร์หมดแล้ว

              เหมือนกับคำพูดของ "ประสาร มฤคพิทักษ์" ส.ว.สรรหา ที่ระบุว่า "การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็น "บางบอนเรียงมาตรา" หรือ"ปฏิญญาเขาใหญ่" ในที่สุดก็ต้องศิโรราบให้ "ดูไบประกาศิต"

              หลังปีใหม่นี้เป็นต้นไปให้จับตาดูว่ากระบวนการเดินหน้าทำประชามติจะออกมารูปแบบไหน การให้ข้อมูลแก่ประชาชนเป็นอย่างไร และท้ายที่สุดเมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ประชาชนหรือนักการเมืองใครได้รับประโยชน์มากกว่ากัน

              อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจับตาคือการ "ปรับโครงสร้างหน่วยงานราชการ ในปี 2556"

              จากแนวคิด "สนธยา คุณปลื้ม" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) แกนนำพรรคพลังชล ที่เสนอต่อ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ให้มีการปรับโครงสร้างรวมกระทรวงวัฒนธรรมเข้ากับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เนื่องจากเห็นว่าภารกิจของงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวควรจะไปด้วยกัน และเพื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

              จึงเสนอให้จัดตั้งเป็น "กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว" ส่วนเรื่อง "กีฬา" ก็ให้ปรับแยกเป็นอีกกระทรวงหนึ่ง

              แนวคิดเรื่องนี้ดูแล้วไม่น่าจะเริ่มจาก "สนธยา" เพราะหากดูจากถ้อยคำการให้สัมภาษณ์ของ "นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่า "ที่ผ่านมารัฐบาลได้เก็บรวมรวมข้อมูลการทำงานของทุกหน่วยงานราชการทั้งหมด พบว่าการทำงานไม่มีปัญหา แต่มีประสิทธิภาพสูงสุดหรือยัง เราคงต้องดูเรื่องประสิทธิภาพว่า ทุกหน่วยงานจะทำให้งานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด"

              อย่าลืมว่า "กระทรวงท่องเที่ยว" เป็นกระทรวงที่นำรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อถามถึง "ประสิทธิภาพสูงสุด" จึงยังมีคำถาม

              ดังนั้น ทันทีที่ข้อเสนอของ "สนธยา" ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อและได้รับเสียงตอบรับจาก "แกนนำรัฐบาล" โดยเฉพาะ "พรรคเพื่อไทย" ทำให้ "พรรคชาติไทยพัฒนา" ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงได้ออกมามีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้

              แต่ดูจากความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ผู้ที่ออกหน้าคัดค้านกลับไม่ใช่ "ฝ่ายการเมือง" แต่เป็น "ข้าราชการประจำ" โดย "สุวัตร สิทธิหล่อ" ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมี "วัชระ กรรณิการ์" โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งอีกหนึ่งตำแหน่งคือ "โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา" มาร่วมแถลงข่าวคัดค้านการยุบรวมกระทรวงวัฒนธรรมเข้ากับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพราะไม่เห็นความจำเป็นและไม่มีเหตุผลใดๆ เนื่องจากที่ผ่านมาผลงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นที่ยอมรับมาโดยตลอด

              สอดรับกับสถานการณ์ที่ขณะนี้ "ชุมพล ศิลปอาชา" เจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา "ป่วย" จึงเลยมีเสียงวิจารณ์ตามมาถือโอกาสปรับเล็กในคณะรัฐมนตรีพอดี

              นอกจากนี้หน่วยงานที่แกนนำรัฐบาลเตรียมจะปรับโครงสร้างใหม่อีกหน่วยงานคือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ "น้ำ" เพราะจากปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมาการบริหารงานเรื่องระบบน้ำหาเจ้าภาพที่ชัดเจนไม่ได้

              โดยเฉพาะ "กรมชลประทาน" สังกัด "กระทรวงเกษตรและสหกรณ์" ที่เกี่ยวโยงกับระบบน้ำท่วมทาง "พรรคเพื่อไทย" โดยเฉพาะ "ปลอดประสพ สุรัสวดี" รมว.วิทยาศาสตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.) ก็ไม่สามารถเข้าไปบริหารจัดการได้

              ดังนั้น "กระทรวงเกษตรและสหกรณ์" ที่มี "ยุคล ลิ้มแหลมทอง" เป็นเจ้ากระทรวง สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา ดูทีท่าแล้วน่าจะต้องเสียหน่วยงานใหญ่อย่าง "กรมชลประทาน" ที่จะถูกตั้งเป็น "กระทรวงน้ำ" โดยเพื่อไทยจะดึงมากำกับดูแลเอง เพื่อวางแผนแก้ปัญหาเรื่องน้ำ

              ดังนั้นการปรับโครงสร้างหน่วยงานราชการที่จะเริ่มขึ้นหลังปีใหม่ดูแล้ว "พรรคชาติไทยพัฒนา" น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดในพรรคร่วมรัฐบาล

              งานนี้คงเป็นเรื่องยากจะทำใจสำหรับ "บรรหาร ศิลปอาชา" ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา

              เพราะที่ผ่านมาการบริหารงานส่วนใหญ่มักผ่าน "บรรหาร" แทบทุกเรื่อง

              ล่าสุดมีข่าวปัญหาการ "ล้วงลูก" การทำงานข้ามกรมใน "กระทรวงเกษตรและสหกรณ์" แต่งานนี้เจอ "สายแข็ง" เจ้าสังกัดไม่ยอมปล่อยงานผ่านไปได้ง่ายๆ เพราะถือว่า "เป็นรัฐมนตรีว่านี้ เพราะเจ้านายเก่าพ่อให้" จึงบริหารงานแบบไม่ต้องเกรงใจใคร

              และการประชุมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ เตรียมเสนอ "เจ้ากระทรวง" ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

              ดูท่าแล้วหลังปีใหม่นี้สิ่งที่เป็นเผือกร้อนรัฐบาลนอกจากเรื่องการทำ "ประชามติ" แล้วเรื่องการปรับ "โครงสร้างหน่วยงานราชการ" ก็อาจจะเกิดแรงกระเพื่อมในพรรคร่วมรัฐบาลได้พอสมควร

              เข้าทำนอง "ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก"!

.........

(หมายเหตุ : ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)