
แค่รณรงค์ยังไม่พอ
แค่รณรงค์ยังไม่พอ : บทบรรณาธิการประจำวันที่25ธ.ค.2555
กลายเป็นประเพณีไปเสียแล้ว เมื่อเข้าสู่เทศกาลเฉลิมฉลองหยุดกันยาวๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะออกมาให้ข่าวในเชิงเตือนสติแก่บรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลายที่วางแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวยังที่ต่างๆ ซึ่งปีนี้บังเอิญว่า อากาศในหลายจังหวัดภาคเหนือเกิดเป็นใจ อุณหภูมิลดลงเชิญชวนให้ไปสัมผัสความหนาว เลยทำให้มีแนวโน้มว่า การสัญจรของประชาชนคนไทยในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้จะมีมากกว่าปีก่อนๆ นั่นก็ยิ่งทำให้เพิ่มงานแก่เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งตำรวจ สาธารณสุข ฝ่ายปกครอง รวมทั้งเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยมากขึ้น
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า การรณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุในปีนี้ ไม่ได้คึกคักถี่ยิบเหมือนกับปีที่ผ่านๆ มา หน่วยงานเดิมๆ ที่เคยออกมาอย่างคึกคัก ก็ดูจะเงียบหงอยไม่เหมือนเคย ทั้งที่ปีนี้แนวโน้มตัวเลขการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยนั้นน่าจะทำลายสถิติในปีก่อนๆ ข้อมูลจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ระบุว่า ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านมาล่าสุดนั้น มีอุบัติเหตุ 3,090 ครั้ง เกิดจากรถจักรยานยนต์ 84.7% รถยนต์ 9.34% ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 335 ราย บาดเจ็บ 3,375 ราย ส่วนใหญ่ขับรถเร็ว อ่อนล้า หลับใน ไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
แต่ข้อมูลที่น่าสนใจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมที่จะต้องออกแรงมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะดูแลเกี่ยวกับการขนส่งทั้งหมด ลำพังรถยนต์ส่วนตัวนั้น มีการรณรงค์อยู่แล้วว่า ให้ตรวจสอบภาพทั้งรถทั้งคนขับว่า พร้อมที่จะเดินทางหรือไม่ และพร้อมที่จะรับผิดชอบเพื่อนร่วมทางหรือไม่ แต่รถ-เรือ แม้แต่เครื่องบินโดยสาร ที่ทำการขนส่งมวลชนจำนวนมากนั้น จะต้องได้รับการตรวจสอบมากเป็นพิเศษเพราะมีผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก หากเกิดอุบัติเหตุย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียมากตามไปด้วย
ข้อมูลจาก นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ตัวแทนจากมูลนิธิกู้ชีพร่วมกตัญญู ระบุว่า การณรงค์เกี่ยวกับอุบัติเหตุนั้นรับรู้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะพนักงานขับรถที่มักจะไม่ได้บริโภคข่าวสาร ขณะที่บริษัทขนส่งเองก็ต้องการโกยเงินจากเทศกาลท่องเที่ยว จึงเพิ่มรอบในการวิ่งรถ นั่นหมายถึงความล้าของทั้งคนขับและยานพาหนะ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรงย่อมมีสูงกว่าปกติ
การรณรงค์เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่หากให้ดีไปกว่านั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าไปใช้มาตรการที่เรียกได้ว่าเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุอย่างแท้จริง ไม่ใช่ถึงวันเทศกาลแล้วค่อยไปตรวจสอบคนขับรถ หรือไปถามไถ่เพียงว่า รถไปไหวหรือเปล่า ประวัติการซ่อมบำรุงรถโดยสารสาธารณะจำเป็นต้องเข้มงวด พอๆ กับการตรวจหาสารเสพติดในร่างกายของพนักงานขับรถ ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ผู้ประกอบการขนส่งอย่าเห็นแก่เงินมากกว่าชีวิตผู้โดยสาร และผู้ที่ใช้ถนนร่วมกันในช่วงเทศกาล ทั้งหมดนี้กระทรวงคมนาคมควรจะออกเป็นกฎ ระเบียบ ที่ชัดเจน มากกว่าการรณรงค์เพื่อให้เกิดสำนึกร่วมกัน



