คอลัมนิสต์

ถ้าดึงดันก็ต้องพร้อมรับผิดชอบ

ถ้าดึงดันก็ต้องพร้อมรับผิดชอบ

24 ธ.ค. 2555

ถ้าดึงดันก็ต้องพร้อมรับผิดชอบ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 24 ธ.ค.2555

              คำประกาศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สนับสนุนให้เดินหน้าทำประชามติถามความเห็นประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่กฎหมายว่าด้วยการทำประชามติกำหนดเอาไว้ว่า จะต้องมีผู้ใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด ซึ่งคำนวณกันไว้คร่าวๆ น่าจะอยู่ที่จำนวนกว่า 24 ล้านเสียง โดยบอกกับผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันเสาร์ ที่ผ่านมา ทำนองว่า ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แม้จะมีคำปฏิเสธจากคณะทำงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร แต่กรณีที่เกิดขึ้นไหนเลยจะปฏิเสธได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เข้ามามีบทบาทนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินหน้าทำประชามติที่จะต้องใช้กลไกของรัฐ และงบประมาณแผ่นดินเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ยังเป็นที่เคลือบแคลง

              ตามความเห็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และฝ่ายที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งวางน้ำหนักไปที่การยกร่างขึ้นใหม่ ด้วยความพยายามผลักดันให้ทำประชามติแทนที่จะหักหาญดันทุรังลงมติวาระ 3 เพื่อจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นำเสนอต่อสาธารณชนว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นกฎหมายที่เกิดจากเผด็จการ เฉพาะอย่างยิ่งอำนาจ 3 ฝ่ายที่แบ่งแยกเอาไว้เพื่อถ่วงดุลกันและกันตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา คือ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการนั้น อยู่ในสภาพ "เสียดุล" ซึ่งถ้าจะขยายความตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดเอาไว้ตามที่ฝ่ายสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญเคยบอกกล่าวกันก็คือ อำนาจการตรวจสอบจากฝ่ายตุลาการเข้าไปแทรกแซงตรวจสอบฝ่ายบริหาร หรือแม้แต่ฝ่ายนิติบัญญัติมีมากจนเกินไป จนเข้าลักษณะก้าวก่าย สภาพเช่นนี้ย่อมมีความเป็นไปได้มากว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญจะมุ่งเน้นไปที่การยกเลิกองค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ฯลฯ

              ในอีกด้านหนึ่ง การแสดงออกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ดูเหมือนจะไม่อนาทรร้อนใจกับข้อท้วงติงที่ว่า เสียงสนับสนุนกว่า 24 ล้านเสียงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และถ้าการทำประชามติไม่ผ่าน รัฐบาลก็จะถูกกดดันให้รับผิดชอบความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เช่น เงินงบประมาณที่สูญเสียไปอย่างน้อย 2,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าหาก พ.ต.ท.ทักษิณไม่มี "ตาทิพย์" อันสามารถเล็งเห็นได้ว่า การหาเสียงสนับสนุนกว่า 24 ล้านเสียง เป็นเรื่อง "หมูมาก" แล้ว ความพยายามผลักดันให้ทำประชามติอันสุ่มเสี่ยงนั้น ก็อาจเป็นการเล็งผลบางประการที่จะตกแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่กลไกต่างๆ ของรัฐอาจถูกนำไปใช้อย่างไม่ต้องตามครรลอง เช่น การกะเกณฑ์ บีบบังคับ ตลอดไปจนถึงการซื้อหาด้วยเงินตราเพื่อสนองการเมืองด้วยเช่นกัน

              เช่นนี้นี่เอง ถ้าหากรัฐบาลยังคงดึงดันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยและเสียงทัดทานก่อนหน้า โดยถือเอาการชี้นำของอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นหลักแล้ว รัฐบาลก็ต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบผลที่จะเกิดตามมา ไม่เพียงเฉพาะงบประมาณ 2,000 ล้านบาท ที่หมดไปเท่านั้น หากยังหมายรวมถึงความวุ่นวายทางการเมืองอันเนื่องมาจากความแตกแยกทางความเห็นเป็นฝักเป็นฝ่ายอีกทางหนึ่งด้วย