คอลัมนิสต์

กับระเบิดประชามติรบ.เปิดทางถอย

กับระเบิดประชามติรบ.เปิดทางถอย

20 ธ.ค. 2555

กับระเบิดตลอดทางทำประชามติ...รัฐบาลเปิดทางถอย : ขยายปมร้อนโดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

              แม้ปากจะบอกว่าไม่ได้ถอย แต่อาการที่แสดงออก บอกให้รู้ถึงความกังวลใจของรัฐบาลที่มีต่อเรื่อง "การทำประชามติ" ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้

              เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พรรคร่วมรัฐบาลมีมติว่าเห็นด้วยที่จะให้มีการทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนเดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในรัฐสภาในวาระที่ 3 แม้จะมีเสียงติงเกี่ยวกับเรื่องจำนวนคนที่จะออกมาใช้สิทธิ ซึ่งตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ต้อง "เกินครึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด" แต่ในช่วงแรกรัฐบาลก็แสดงท่าทีมั่นอกมั่นใจว่าจะมีคนออกมาครบตามจำนวน

              แต่หลังจากพรรคประชาธิปตย์ ที่นำโดย "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ออกมาเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกัน "คว่ำประชามติ" อาการมั่นอกมั่นใจของฝ่ายรัฐบาลก็ เปลี๊ยนไป!!!

              ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคาร ที่ผ่านมา จากที่คาดว่า ครม.จะออกประกาศให้มีการออกเสียงประชามติ ครม.กลับมีมติตั้งคณะทำงานมาศึกษาวิธีการออกเสียงประชามติและประชาเสวนา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการตั้งใจ "ดึงเวลา" เอาไว้

              ปฏิกิริยาของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ต่อเรื่องนี้ถือว่าตรงไปตรงมาที่สุด "จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเริ่มตั้งแต่ปีใหม่ 2556 จะมี 49 ล้านคน ก็ต้องได้ 25 ล้านเสียงจึงจะผ่าน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะผ่าน การเมืองต้องวิเคราะห์บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพ้อฝันไม่ได้" และบอกว่า หนทางสบายๆ ที่รัฐบาลควรจะทำคือ การแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ซึ่งเขาเตรียมไว้แล้วทั้งหมด 7 ประเด็น

              แม้ เฉลิม จะบอกว่า การไม่เข้าร่วมประชุม ครม.ครั้งล่าสุดเมื่อวันอังคาร เป็นเพราะไม่ค่อยสบาย แต่ใครๆ ก็มองว่า มันคือการแสดงอาการไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ ซึ่งน่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลอยู่พอสมควร

              ท่าที "ถอย" ของรัฐบาลในเรื่องนี้ ถูกจับตาว่า สุดท้ายรัฐบาลจะเลือกถอยอย่างไร

              ทางแรกที่เห็นชัด คือ การ "ยื้อ" เวลา จากที่ก่อนหน้าวางไว้ว่าจะให้มีการทำประชามติช่วงมีนาคม-เมษายน เพื่อให้สามารถโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 3 ได้ทันในสมัยประชุมนี้ ซึ่งจะปิดในวันที่ 21 เมษายน การตั้งคณะทำงานขึ้นมา ซึ่งอาจจะลากไปเป็นเดือน น่าจะหมายถึงรัฐบาลตัดสินใจแล้วว่า ไม่จำเป็นต้อง "รีบร้อน" เพราะรีบไปรังแต่จะมีปัญหาที่กระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

              อีกสิ่งที่เฉลิมพูดถูกคือ "ถ้าทำประชามติแล้วเสียงไม่ผ่านจะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลแน่นอน คนจะออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบ ตอนนี้ยังไม่มีประเด็น เพราะผลยังไม่ออกมา แต่เมื่อถึงตอนนั้นจะมีคนออกมาพูดว่า เอาเงิน 2,000 ล้านบาท ไปทำประชามติทำไม รู้ว่าไม่ผ่านแล้วทำประชามติทำไม ต้องรับผิดชอบ เพราะรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ"

              นั่นคือ แม้จะไม่มีบทบัญญัติว่า หากทำประชามติไม่ผ่านรัฐบาลต้องรับผิดชอบ แต่ในทางการเมือง มันมีแต่ "เสีย" และ "เสี่ยงถึงชีวิตรัฐบาล"

              ทางที่ 2 ที่อาจจะเป็นทางถอยสำหรับรัฐบาล คือ "เปลี่ยนรูปแบบประชามติ" จากแบบทำแล้วได้ข้อยุติว่าเห็นด้วยหรือไม่ เป็นแบบขอคำปรึกษาจากประชาชน ซึ่งแบบนี้จะไม่มีจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิมาเป็นเงื่อนไข คือจะมีคนออกมาเท่าไรก็ได้ แต่ปัญหาคือ การทำประชามติแบบนี้ ไม่มีประโยชน์สำหรับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่ไม่มีใครฟังใคร รัฐบาลจึงไม่น่าจะเลือกทางนี้

              ทางที่ 3 คือ "ยกเลิกทำประชามติ" ไปเลย ซึ่งหมายถึงยกเลิกความคิดที่จะโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ค้างอยู่ในสภาด้วย แล้วหันไปใช้วิธีการแก้ไขรายมาตราโดยสมาชิกรัฐสภา ซึ่งผู้คร่ำหวอดทางการเมืองหลายคนในรัฐบาลเห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดต่อเสถียรภาพรัฐบาล

              แต่ปัญหาคือ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร จะเห็นด้วยหรือไม่ เพราะหากแก้ไขรายมาตรา การที่จะตัดมาตรา 309 ซึ่งเป็นหัวใจในการเปิดประตูสู่ "ความปรองดอง" ในความหมายของทักษิณ ไม่ใช่เรื่องง่าย

              อย่างไรก็ตาม หากสำรวจเส้นทางที่จะเดินไปสู่การทำประชามติจะพบกับระเบิดหลายลูก ลูกใหญ่สุดคือ จำนวนเสียงผู้ออกมาใช้สิทธิที่จะต้องหาให้ได้ประมาณ 25 ล้านเสียง จากต้นทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันที่คิดจากการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว ของพรรคเพื่อไทย 15.7 ล้าน บวกกับของพรรคร่วมรัฐบาล รวมแล้วประมาณ 18 ล้าน หากต้องเบ่งออกไปอีก 7 ล้านเสียง ยากอย่างยิ่ง

              ระเบิดลูกย่อยๆ ต่อไปก็มีตั้งแต่การที่รัฐบาลต้องทำข้อมูลเกี่ยวกับการทำประชามติให้แก่ประชาชนอย่างเพียงพอและทั่วถึง โดยเฉพาะต้องเป็นข้อมูลทั้งด้านดีและด้านเสีย และห้ามชี้นำอย่างเด็ดขาด รวมทั้งหากฝ่ายตรงข้ามมองว่า การทำประชามตินี้ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดได้

              รัฐบาลจะเลือกเดินทางไหนก็ขึ้นอยู่กับ "ผู้กุมอำนาจ" ในรัฐบาล ซึ่งสุดท้ายก็คงเลือกหลบหลีกปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อประคับประคองให้รัฐบาลได้อยู่ในอำนาจต่อไป เพราะ "ตราบใดที่ยังอยู่ในอำนาจ...โอกาสก็ยังไม่ปิด!!!"

.................

(หมายเหตุ : กับระเบิดตลอดทางทำประชามติ...รัฐบาลเปิดทางถอย : ขยายปมร้อนโดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์)