
เดินเครื่องสู่'โซน'แตกแยกเต็มตัว
เดินเครื่องสู่'โซน'แตกแยกเต็มตัว : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
ถ้าจับเอาประเด็นที่ วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะเลขานุการคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์สื่อหลายสำนักว่า จะถามประชาชนเพียงคำถามเดียวในกรณีออกเสียงประชามติ แล้วก็คงพอจะมองเห็นอะไรต่อมิอะไรได้ไม่ยากนัก
เพราะ วราเทพ บอกว่าที่คิดไว้นั้นจะถามประชาชนว่า "ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยมี ส.ส.ร.เป็นผู้ดำเนินการยกร่างหรือไม่”
คำตอบมีเพียงแค่ ให้ หรือไม่ให้ แต่ผลที่จะตามมานั้นกว้างไกล และครอบคลุมถึงทุกเรื่องที่อยากให้เป็น
ถึงแม้จะยืนกระต่ายขาเดียวว่า เป็นเรื่องของ ส.ส.ร.ที่จะมายกร่าง และส.ส.ร.ก็มาจากประชาชน แต่ใครก็รู้ว่า กระบวนการ "ควบคุม" ก็อีตรงที่การสรรหา ส.ส.ร.นั่นแหละ
จะว่าไปแล้ว น้ำเสียงของบรรดาแกนนำทั้งหลายที่มุ่งจะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มีข้อที่พยายามตอกย้ำ กรอกหูชาวบ้านเพียงแค่เรื่องเดียว
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นผลพวงมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร
แต่มิได้อธิบายให้ชัดเจนว่า มาตราใดคือผลพวงที่ชัดเจนที่สุด
ไม่มีใครกล้าบอกว่า จุดใหญ่ใจความนั้นอยู่ที่ มาตรา 309 ที่ใครต่อใครก็ต่างก็ฟันธงไปตั้งแต่ปีมะโว้แล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะได้อานิสงส์ไปเต็มๆ
เอามาย้ำให้เห็นกันอีกทีก็ได้ว่า บทบัญญัตินั้นเป็นอย่างไร มีฤทธิ์มีเดชมากน้อยแค่ไหน
"มาตรา 309 บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้"
นั่นย่อมหมายความว่า "การใดๆ" นั้นก็ต้องรวมถึงการตั้ง คตส.ขึ้นมาสอบสวนการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ จนเกิดคดีความ เรียบร้อยไปแล้ว 2 คดี คือคดีที่ดินรัชดาฯ ที่ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี และคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท
แล้วยังมีคดีอื่นอีกราว 18 คดี ที่ว่ากันว่าถ้าคุกปีละ 7-8 ปี รวมกันแล้วก็น่าจะเกิน 100 ปี ต่อให้ลดโทษกึ่งหนึ่ง ก็ยังไม่รู้ว่าชาตินี้จะหมดหรือเปล่า
ก็น่าเห็นใจ "เยอะ" ขนาดนี้ใครจะรับไหว พ.ต.ท.ทักษิณเองก็ยังบอกว่า ถ้ายังไม่เป็นประชาธิปไตยจะยังไม่กลับมา
ก็ต้องออกมาในรูปแบบนี้แหละ คือ เพื่อให้เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่มีเชื้อของรัฐประหาร และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ช่องให้แล้ว ทางออกที่ดีที่สุดก็คือ ดึงประชาชนมามีส่วนร่วมในการออกเสียงประชามติ ถ้าผ่านก็ให้ ส.ส.ร.ไปยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
หากแก้มาได้อย่างที่วาดหวังแล้ว ขั้นต้นก็จะทำให้คดีความที่ยังค้างคาอยู่อีก 10 กว่าคดีนั้น เป็นอันเลิกรากันไป (เพราะไม่มี ม.309 แล้ว) เพื่อให้เกิดความปรองดองและเพื่อสอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ (ใหม่)
ส่วน 2 คดีที่ค้างคาเพราะศาลได้พิพากษาไปแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะ "คอนเซ็ปต์" ถูกวางเอาไว้แล้วว่า ประชาชนต้องการความปรองดอง (หรือเปล่า) ก็ให้ออกกฎหมายล้างมลทิน หรือใช้กฎหมายปรองดองที่คาอยู่ในสภานั่นแหละแปรญัตติออกมา อ้างว่า เพื่อความปรองดอง
อย่าไปหมิ่นแคลนเชียวว่า นี่มันเป็น "แผน" ที่ฝ่ายคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญจินตนาการ เพราะท่าทีของฝ่ายหนุนให้แก้รัฐธรรมนูญ ก็แทบไม่ต่างจากนี้
ถึงแม้ตอนนี้ฝ่ายรัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก ชี้นกเป็นไม้ ชี้ไม้เป็นนก แต่เอาเข้าจริงจะไปเข็นกฎหมายล้างมลทิน หรือกฎหมายปรองดองให้ผ่านสภา มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมาตรา 309 เป็นก้างตำคออยู่
ดันเข้าไปฝ่ายตรงข้ามก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเมื่อนั้น
งานนี้ยากก็ตรงที่ต้องทำตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 9 ที่กำหนดว่าต้องมีผู้มาใช้สิทธิเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นขั้นต้น พอมาแล้ว ก็ไปดูว่า เสียงที่ใช้สิทธินั้นเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญเกินกึ่งหนึ่งหรือไม่
วันก่อนแกนนำพรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลช่วยรับผิดชอบจำนวนเสียงด้วย นั่นย่อมแสดงว่า ลำพังพรรคเพื่อไทยที่ได้มาล่าสุดราว 15 ล้านเสียงนั้นอาจไม่พอ จึงต้องขออีก 3 ล้านเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาล และอีกบางส่วนจากกลุ่มมัชฌิมา ณ ภูมิใจไทย
แต่นับอย่างไรก็ยังไม่ถึง 20 ล้านเสียง เพราะผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งประเทศมีราว 46 ล้านคน
นี่จึงเป็นช่องโหว่ให้ฝ่ายค้านที่นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หมายมั่นจะคว่ำการออกเสียงประชามติ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย หากเดินตามกรอบของมาตรา 43 ของกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
แต่ถ้าไปรณรงค์ไม่ให้คนไปใช้สิทธิเพื่อล้มการออกเสียงประชามตินั้นดูแล้วอาจเป็นปัญหา ยิ่งหากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดวันออกเสียงประชามติ ก็อาจสร้างความลำบากให้แก่ฝ่ายที่พยายามรณรงค์ต้าน
ในทางกลับกัน ก็อาจสร้างแนวร่วมให้ฝ่ายสนับสนุน ที่งานนี้คะแนนจัดตั้งโผล่พรึ่บบานเป็นดอกเห็ดแน่ๆ ถ้าขืนไปรณรงค์ให้ "โน โหวต" คือไม่ออกเสียง หรือไม่มาใช้สิทธิ
แต่หากขอให้ "โหวต โน" อันนี้ย่อมมีสิทธิลุ้นว่าสุดท้ายแล้วประชาชนจะยอมให้แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ และยังเป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายยอมรับ
แต่ไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นเช่นใด ระหว่างทางที่จะไปถึงจุดสุดท้าย บ้านเมืองคงหลีกเลี่ยงความแตกแยกที่จะเกิดขึ้นอีกครั้งไม่ได้แน่ๆ
..........
(หมายเหตุ : เดินเครื่องสู่'โซน'แตกแยกเต็มตัว : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)



