คอลัมนิสต์

ประชาชนต้องได้ข้อมูลครบถ้วน

ประชาชนต้องได้ข้อมูลครบถ้วน

18 ธ.ค. 2555

ประชาชนต้องได้ข้อมูลครบถ้วน : บทบรรณาธิการประจำวันที่18ธันวาคมพ.ศ.2555

              น่าจะชัดเจนแล้วสำหรับทางเลือกของรัฐบาลที่จะเดินหน้าจัดทำประชามติก่อนการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระ 3 ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ทักท้วงมาก่อนหน้านี้ แม้ว่า ก่อนหน้านี้เช่นกันรัฐบาลโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะพยายามผลักเผือกร้อนออกจากตัวด้วยเหตุผลว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องของรัฐสภา ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล แต่เมื่อเดินมาจนเกือบสุดทางแล้วพบว่า ไม่เพียงจะสร้างวิกฤติให้แก่ประเทศอย่างใหญ่หลวงแล้ว รัฐบาลเองก็อาจไม่มีโอกาสแก้ตัวหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาอีกครั้ง

              การทำประชามตินั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 โดยมีรายละเอียดและขั้นตอนการทำประชามติตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 ที่กำหนดให้มีการประชามติภายใน 120 วัน นับจากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าให้มีการจัดทำการออกเสียงประชามติ โดยระหว่างนั้นภายใน 90 วันกฎหมายกำหนดให้ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงเหตุผลการลงประชามติ หลังครบ 90 วันไปแล้วจึงให้ทำการออกเสียงประชามติ ซึ่งก็มีรายละเอียดว่าต้องทำอย่างไร มีข้อห้ามข้อปฏิบัติอย่างไร เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้

              ประเด็นที่จะเป็นปัญหาก็คือ การให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนถึงเหตุและผลของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทางฝ่ายรัฐบาลคงจะใช้กลไกของรัฐดำเนินการอย่างเต็มที่ว่ามีเหตุมีผลที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร ซึ่งตรงนั้นจะกลายเป็นส่วนสำคัญในการตั้งคำถาม เพื่อให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงจะเดินเครื่องเต็มที่ในการชี้ถึงเหตุผลที่ไม่สมควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัญหาก็น่าจะเกิดขึ้นตรงจุดนี้นี่เองที่ความขัดแย้งระหว่างผู้คนที่ความแตกแยกยังคงคุกรุ่นอยู่ หลายจุดอาจจะเกิดการแตกหักเสียด้วยซ้ำไป ยิ่งหากฝ่ายรัฐบาลตั้งธงเอาไว้แล้วว่า จะถามว่า "ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยมี ส.ส.ร.เป็นผู้ดำเนินการยกร่างหรือไม่” เพราะจะเป็นการเปิดทางให้อีกฝ่ายโจมตีได้ทันทีว่า เป็นการมุ่งที่จะแก้ทั้งฉบับเพื่อให้เกิดผลที่ไม่ได้เอื้อต่อส่วนรวมเป็นหลัก
 

              หากว่าฝ่ายรัฐบาลมองเห็นความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมีสำนึกแต่แรกแล้วว่า รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดที่ต้องเอื้อประโยชน์ให้คนหมู่มาก ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ต้องให้ข้อมูลครบทุกด้านถึงเหตุและผลที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำไมถึงต้องมาแก้ในช่วงนี้เวลานี้ และหากแก้ไขแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง และกับตัวประชาชนคนไทย มากกว่าที่จะบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นผลพวงจากการยึดอำนาจของกองทัพเมื่อปี 2549 ซึ่งเป็นเพียงความรู้สึก หาใช่เป็นเหตุผลที่ประชาชนคนไทยควรจะยอมรับว่า การต้องเจียดงบประมาณกว่า 2 พันล้านบาท และต้องเดินทางไปรับฟังการชี้แจงถึงเหตุผลที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ และเหตุผลที่ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นความจำเป็นต่อการดำรงชีพของพวกเขา