คอลัมนิสต์

ปัญหาผักแพง

ปัญหาผักแพง

17 ธ.ค. 2555

ปัญหาผักแพง : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2552

              ราคาผักสดยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันนี้กระทรวงพาณิชย์จะบอกว่าไม่เป็นปัญหาไม่ได้อีกแล้ว จากการสำรวจตลาดผักสดใน กทม.พบว่า ราคาปรับสูงขึ้นจากช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่น ผักคะน้า ราคาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม อยู่ที่กิโลกรัมละ 41 บาท ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมปรับขึ้นมาถึงกิโลกรัมละ 61 บาท ผักกาดขาวปลี ราคาเพิ่มขึ้นจาก 33.50 บาท เป็น 36.50 บาท กะหล่ำปลี ขึ้นจาก 19 บาท เป็น 26.50 บาท มะเขือเทศผลใหญ่ จาก 16.50 บาท เป็น 26.50 บาท หัวผักกาด จาก 16.50 บาท เป็น 21 บาท ผักกะเฉดจากกำละ 22.50 บาท เป็น 27.50 บาท ต้นหอมจากขีดละ 9.50 บาท เป็น 10.50 บาท ฯลฯ

              แม้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะยืนยันว่า ภาวะราคาพืชผักแพงขึ้นอย่างผิดปกติเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ผลผลิตพืชผักลดจำนวนลงอย่างมาก แต่ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้อย่างชวนติดตามเช่นกันว่า ราคาพืชผักที่ปรับขึ้นนี้มีราคาแพงนับเป็น 10 เท่าของราคาในช่วงเดียวกันของปีก่อน มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า พื้นที่ปลูกผัก โดยเฉพาะแหล่งใหญ่ๆ อย่างสมุทรสาคร ราชบุรี นนทบุรี นครปฐม และปทุมธานี ฯลฯ ได้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากความเสี่ยงกับภัยธรรมชาติ และความมั่นคงด้านราคา จนทำให้เกษตรกรหันไปใช้พื้นที่ทำเกษตรกรรมด้านอื่น การขายที่ดินออกไป หรือแม้แต่การบิดเบือนกลไกตลาดโดยพ่อค้าคนกลาง

              นอกจากความเสี่ยงในด้านภัยธรรมชาติและความมั่นคงด้านราคาแล้ว ปัญหาค่าจ้างแรงงานในภาคการเกษตรก็ถือเป็นเรื่องใหญ่อีกปัจจัยหนึ่งด้วยเช่นกัน เพราะทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า ถึงแม้รัฐบาลจะไม่ประกาศใช้นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศ แต่ในสภาพความเป็นจริงก็คือ แรงงานด้านการเกษตรขาดแคลนอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อประกาศตัวเลขค่าแรงงานใหม่กลับไม่ใช่แม่เหล็กจูงใจให้แรงงาน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่หาได้ง่ายใช้คล่องกว่าเข้าสู่ภาคเกษตร แต่ในทางกลับกันยิ่งทำให้แรงงานภาคเกษตรแต่เดิม หันไปขายแรงงานรายวันในภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างแทนมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้

              ไม่ว่า สมมุติฐานที่ว่า โครงการจำนำราคาข้าวตันละ 15,000 บาทของรัฐบาล ยังผลให้เกษตรกรปลูกผักได้ปรับร่องสวนของพวกตนเองเป็นแปลงนา เพื่อสร้างผลผลิตที่มีมูลค่าและความมั่นคงกว่าจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ปรากฏการณ์ที่สามารถยืนยันด้วยการสำรวจและสถิติก็คือ ผืนดินรกร้างว่างเปล่าในเขตปริมณฑลถูกปรับเป็นแปลงนาเพื่อเร่งผลิตข้าวส่งเข้าสู่ระบบจำนำของรัฐ ขณะที่เกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชผักเริ่มละทิ้งอาชีพดั้งเดิมที่เสี่ยงกับภัยธรรมชาติและสารเคมี หรืออีกทางหนึ่งก็คือ ไม่มีเกษตรกรรายใดขยายพื้นที่เพาะปลูก ขณะที่ความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ว่า อาจเกิดการบิดเบือนราคาเกิดขึ้น เพราะราคาที่พุ่งทะยานนับสิบเท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน น่าจะอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์อุปสงค์อุปทาน ซึ่งที่สุดแล้วรัฐก็ควรจะต้องยื่นมือเข้ามาสำรวจตรวจสอบสาเหตุที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังเพื่อหาทางแก้ไขโดยด่วนที่สุด