
อย่าปล่อยตามบุญตามกรรม
อย่าปล่อยตามบุญตามกรรม : บทบรรณาธิการประจำวันที่13ธ.ค.2555
ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สืบเนื่องกันมากว่า 8 ปีแล้ว และเป็นปัญหาระดับชาติที่หลายรัฐบาลพยายามแก้ไข แต่ผลที่สุดดูเหมือนจะเดินวนกลับมาที่เดิม แม้บางช่วงขณะเหตุความรุนแรงอาจจะดูเบาบางลง แต่ก็กลับปะทุขึ้นใหม่ ล่าสุดตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม มีคุณครู 5 คนถูกยิง เสียชีวิต 4 คน บาดเจ็บสาหัส 1 ราย ที่น่าเศร้าสลดใจคือครูที่เสียชีวิตเป็นผู้หญิงถึง 3 คน จึงเกิดคำถามว่ามาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐและรัฐบาลชุดปัจจุบันดำเนินการอยู่นั้น ดีหรือยัง เหมาะสมแค่ไหนเพียงใด และการที่กลุ่มก่อความไม่สงบเบนเป้ามาพุ่งสังหารครูในพื้นที่ จากแต่เดิมที่มุ่งดักทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง เนื่องจากครูเป็นเป้าหมายที่เปราะบางและมีผลเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่หรือไม่
จากเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลให้โรงเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปิดการเรียนการสอน สร้างความกระทบกระเทือนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะบรรดาครูในพื้นที่ต่างหวาดผวาและขวัญกำลังใจหมดสิ้น ต่างต้องการย้ายออกจากพื้นที่เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย แรงกดดันจึงตกไปอยู่ที่รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงว่าจะรับมือหรือปรับแผนดูแลครูอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียมากไปกว่านี้ ในขณะเดียวกันภาครัฐได้ใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร ขับเคลื่อนกระบวนการทางสันติภาพ ที่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ในเร็ววันดังที่ผู้นำฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายบริหารบ้านเมืองก็ยอมรับว่าต้องใช้เวลาในการที่จะให้ชายแดนภาคใต้มีความสงบ ดังนั้นรัฐจึงต้องแก้ไขทั้งในระยะเฉพาะหน้าที่ความรุนแรงยังคุกรุ่น รวมทั้งระยะยาวที่จะเรียกความเชื่อมั่นคืนมา
ไฟใต้เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องใช้หน่วยงานทำงานร่วมกันแบบมีเอกภาพ ที่ผ่านมารัฐบาลเองก็ได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ อาทิ ศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อน นโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.กปต.) นัยว่าเพื่อทำงานให้บูรณาการรอบด้านไม่ซ้ำซ้อน รวมทั้งดึงฝ่ายมั่นคงเข้ามาร่วมด้วย แต่สภาพที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เมื่อมีเหตุร้ายปรากฏว่าในส่วนกลางกลับขยับตัวช้าเกินไปหรือเปล่า และดูประหนึ่งว่ารัฐบาลลอยตัวเหนือปัญหา กว่าจะเริ่มเข้ามาแก้ไขก็ต่อเมื่อความสูญเสียมีมากแล้ว โดยเฉพาะผู้นำรัฐบาลต้องมีภาวะแห่งการเป็นผู้นำที่แท้จริง มีความตื่นตัวและไม่ปล่อยให้สถานการณ์ล่วงเลยจนเลวร้ายยากจะเยียวยา แม้จะทราบดีว่าปัญหาแก้ไม่ได้สำเร็จในฉับพลัน แต่ก็ต้องทุ่มเทและเอาใจใส่
ความไม่สงบชายแดนใต้ มีหลายปัจจัยที่เป็นปมปัญหา ทั้งกลุ่มก่อความไม่สงบ ธุรกิจมืดค้าของเถื่อนหนีภาษี ยาเสพติด ซึ่งต้องยอมรับว่ามีข้าราชการไม่ดีบางส่วนเข้าไปมีส่วนพัวพันและหาผลประโยชน์จากดินแดนด้ามขวานทองที่มีสภาวะสีเทาอึมครึม ยังไม่นับรวมเรื่องความโปร่งใสของงบประมาณที่ทุ่มลงไปเกือบสองแสนล้านแล้ว แม้ปมเหล่านี้จะโยงใยกันจนซับซ้อนถูกซ่อนไว้ใต้พรมแค่ไหนก็ตาม แต่ในฐานะฝ่ายบริหารประเทศ รัฐบาลต้องทุ่มเททุกส่วนเข้าไปบริหารจัดการแก้ไขไปทีละเปลาะ อย่านิ่งเฉย พอเกิดเรื่องใหญ่โตถึงออกมาเอาตัวรอด ในเมื่อรัฐบาลได้ประกาศนโยบายต่อประชาชน โดยหนึ่งในนั้นคือการแก้ไขไฟใต้ จึงต้องไม่ละเลยปล่อยชายแดนใต้ให้เป็นไปตามบุญตามกรรม



