
กรรมชี้เจตนา
กรรมชี้เจตนา : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2555
ประชาชนชาวไทยเมื่อ 80 ปีก่อน เริ่มรู้จักคำว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในสังคมไล่เลี่ยกับคำว่า "เปลี่ยนแปลงการปกครอง" ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎรได้เข้ายึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย กระทั่งเมื่อถึงวันที่ 10 ธันวาคม ปีเดียวกันนั้นเอง สิ่งที่พูดต่อๆ กันมาว่า รัฐธรรมนูญก็ปรากฏเป็นรูปธรรม หลังพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม เป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของประเทศไทย
วันฉลองรัฐธรรมนูญ มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ของการได้มาซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของการปกครองประเทศไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญของไทยถูกใช้มาแล้ว 18 ฉบับ แม้กระทั่งฉบับล่าสุดนี้ ก็มีแรงผลักดันให้แก้ไขกันอย่างขนานใหญ่ จนเกิดข้อครหาว่า กำลังจะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทิ้งเสียอีก เช่นนี้นอกจากไม่ฉลองแล้ว อาจเรียกได้ว่า มีความพยายามที่จะเผารัฐธรรมนูญเสียมากกว่าด้วยซ้ำไป
นักวิชาการส่วนหนึ่ง พูดทำทางรองรับกระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้ว่า ปรัชญาการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภานั้น ได้แบ่งแยกอำนาจเอาไว้ 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ โดยที่อำนาจทั้งสามนี้ เมื่อย้อนไป 80 ปีก่อนนั้นถูกใช้ผ่านพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ทุกวันนี้กลับปรากฏว่า อำนาจของฝ่ายตุลาการมีมากกว่าฝ่ายอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ศาลสามารถตัดสินการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร หรือนิติบัญญัติได้ หรือที่เรียกกันว่า ตุลาการภิวัฒน์ ทั้งที่ควรมีขอบเขตอำนาจแค่พิพากษาคดีพิพาทของชาวบ้านเท่านั้น
ฟังเสียงเช่นนั้นแล้ว ดูจะสอดคล้องกับข้อเสนอของฝ่ายการเมืองส่วนหนึ่งที่เกิดเป็นกระแสมาก่อนหน้านี้พักใหญ่ เช่นว่า ควรจะยุบศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญเสีย เพราะมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ซึ่งก็ไม่แน่ว่า ในความเห็นนั้นได้เลยไปถึงศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ตัดสินคดีที่ดินรัชดาด้วยหรือไม่ แต่ถึงอย่างไร ความเห็นดังกล่าวนี้ราวกับเปิดเผยให้เห็นความนัยบางอย่างของการเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้ลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อเปิดทางให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเข้ามายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550
ถึงแม้ว่า เสียงของข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจะยืนยันว่า ขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังอยู่อีกยาวไกล ขณะเดียวกัน เมื่อจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็จะต้องทำประชามติก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่เกิดกระแสต่อต้านและการเผชิญหน้ากันตามมา เพราะประเด็นแฝงดังเช่นว่า การหาทางลดอำนาจฝ่ายตุลาการลงนั้น แท้จริงแล้วก็หนีไม่พ้นบทสรุปที่ว่า นักการเมืองทำเพื่อตัวเองด้วยความพยายาม "สร้างดุลยภาพใหม่" โดยลดอำนาจการตรวจสอบฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติลง เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายที่ผลักดันให้ลงมติแก้ไขมาตรา 291 ก็ควรจะต้องนำเสนอแนวทางการแก้ไขให้สังคมรับรู้อย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมาแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่ทำลับๆ ล่อๆ มีความเห็นไปโผล่ทางนั้นที ทางนี้ที



