คอลัมนิสต์

รณรงค์แก้รธน.แคมเปญล้างสมอง

รณรงค์แก้รธน.แคมเปญล้างสมอง

10 ธ.ค. 2555

ตระกูล มีชัย'รณรงค์แก้รธน.แคมเปญล้างสมอง' : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร

              10 ธันวาคม 2555 นอกจากเป็นวันครบรอบ 80 ปี รัฐธรรมนูญไทยแล้ว ยังถือเป็นวัน “คิกออฟ” โครงการรณรงค์สร้างความเข้าใจกับประชาชนในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ของ “คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291” ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย

              ในแนวคิดการรณรงค์สร้างความเข้าใจกับประชาชนต่อประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามเจตนาที่ออกมาจาก “นักกฎหมายมือหนึ่งของพรรคเพื่อไทย-โภคิน พลกุล” คล้ายกับว่าเพื่อเลี่ยงข้อหา ไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่แนะนำให้ทำประชามติ ถามประชาชนผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ 2550 ก่อนว่าสมควรจะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

              แต่ด้วยกระบวนการรณรงค์ที่ใช้แค่กลไกของ “กระทรวงมหาดไทย” ฐานะหน่วยงานราชการที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาล และคณะนักวิชาการสายตรง ของ “โภคิน พลกุล” เข้ามาขับเคลื่อนการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้ภาคส่วนสังคม วิตกว่าการรณรงค์ครั้งนี้ จะกลายเป็นแค่พิธีกรรม ที่สร้างความชอบธรรม ให้ “รัฐบาล” รุกฆาตแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ในที่สุด

              “รศ.ตระกูล มีชัย" แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองหมากเกมนี้อย่างกังวลว่า จะเป็นการจัดแคมเปญเพื่อล้างสมอง ให้ข้อมูลฝ่ายเดียว มากกว่าการรณรงค์เพื่อให้ความรู้ ให้ความเข้าใจที่ถึงแก่นของ “รัฐธรรมนูญ” ที่ประกอบด้วยการให้สิทธิ เสรีภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการปกครองของประเทศ เมื่อมองกลไกที่ใช้รณรงค์ คือ หน่วยงานปกครอง แน่นอนว่าต้องใช้คนในเครือข่าย เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบจ. มาขับเคลื่อนในพื้นที่ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีกลุ่ม มีฐานของเขาอยู่ ดังนั้นผู้ที่จะมาร่วมรณรงค์ต้องถูกจัดให้มา และแน่นอนว่าต้องเป็นคนที่มีแนวความคิดเดียวกัน ดังนั้นกระบวนการที่บอกว่าจะสร้างความรู้ ความเข้าใจ ไม่สามารถทำได้โดยอิสระ แต่อาจถูกขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมาย ทิศทางที่ถูกกำหนดไว้ คือ แก้รัฐธรรมนูญ!

              “รัฐธรรมนูญแก้ได้ ถ้าเป็นตัวปัญหาของรัฐและกลไกปกครองจริงๆ ซึ่งการแก้ไขต้องบอกให้ชัดว่ามีปัญหาตรงไหนและสิ่งที่จะแก้นั้นดีกว่าอย่างไร ดังนั้นหากจะแก้รัฐธรรมนูญบนพื้นฐานของความจริงใจ ต้องรับฟังเหตุผลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย อย่าใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจทางการเมืองที่มีการล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ โดยอ้างปฏิญญา 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งหากมองในเชิงสัญลักษณ์ วันที่ 10 ธันวาคม นั้นเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ 10 ธันวา 2475 นั้นแท้จริงแล้วยังคงแฝงด้วยความขัดแย้งระหว่างคณะราษฎร์และสถาบัน” รศ.ตระกูล ให้แนวคิด

              ส่วนภาค “นักวิชาการ” ที่เป็นกลุ่มสายตรงโภคิน นั้น “รศ.ตระกูล” เปิดเผยว่า ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการที่เคยร่ำเรียน เคยสอนกันมาก่อน ซึ่ง "โภคิน" จะเป็นผู้โทรศัพท์ติดต่อโดยตรง และเมื่อนักวิชาการผู้นั้นตอบรับ ต้องเข้าสู่บททดสอบแนวคิด ว่า เห็นด้วยกับสิ่งที่จะทำหรือไม่ หากเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก็จะเข้าสู่การเตรียมทีมเพื่อออกไปรณรงค์

              ส่วนวิธีการได้มาซึ่ง “นักวิชาการ” ที่ถือเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนและรณรงค์แบบนี้ อาจจะขัดต่อหลักการที่ให้คนอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นผู้นำในการรณรงค์เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียเอง ซึ่ง “นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ที่เชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญ” เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้น ที่นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง ซึ่งความขัดแย้งที่เราเห็นอาจนำไปสู่ความหายนะยิ่งกว่า คือ การหันหลังให้กับความสำคัญของรัฐธรรมนูญ ความเบื่อที่มาจากความขัดแย้งทางความคิด จึงไม่สนใจความเป็น “รัฐธรรมนูญนิยม” และท้ายสุดวงจรอุบาทว์ ที่ผู้มีอำนาจใหม่ ล้มรัฐธรรมนูญที่มาจากอำนาจเก่าทุกครั้ง ก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

              ในมุมที่มองเห็นแต่จุดดับ “รศ.ตระกูล” แนะแนวทางว่า หากรัฐบาลมีความจริงใจ ควรให้การศึกษาเกี่ยวกับการปกครอง, รัฐธรรมนูญ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการศึกษา เช่น ชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ส่วนการรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญ ที่ “คณะทำงานพรรคร่วม” เตรียมเริ่มต้น ควรให้หน่วยงานกลาง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ร่วมกับสถาบันการศึกษา นักวิชาการ ซึ่งมาจากการคัดเลือกอย่างสมัครใจ ด้วยวิธีการประกาศรับสมัคร จากนั้นจึงออกไปรณรงค์กับทุกฝ่าย เรื่องความรู้ ความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน

              โมเดลที่เสนอเหมือนกับกระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ถูกยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยที่สุด เพราะนอกจากผ่านการทำประชามติโดยประชาชน ก่อนเริ่มกระบวนการยกร่าง รัฐบาล ได้ให้ความสำคัญกับภาควิชาการ สถาบันการศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน รวมถึงสื่อมวลชน ที่ได้ทำกิจกรรมการรณรงค์เผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

              โดยแต่งตั้งให้ “โภคิน พลกุล” ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็น ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปการเมือง ทำหน้าที่ประสานการทำงานขององค์กรที่จัดกิจกรรม ซึ่งผลลัพธ์แห่งการร่วมมือและจริงใจของรัฐบาลขณะนั้นที่ต้องการปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญ ออกมาเป็นความสำเร็จ ภาคส่วนสังคมให้การยอมรับอย่างท่วมท้น

              ดังนั้น “โภคิน” จึงย่อมรู้ดีว่าหนทางไหนที่เลี่ยงการสุมไฟได้ ไฉนเขาไม่เลือกทำ?

...............................

(หมายเหตุ : ตระกูล มีชัย'รณรงค์แก้รธน.แคมเปญล้างสมอง' : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร)