
ดิ้นให้พ้นวงจรอุบาทว์
คณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม มีมติชะลอโครงการระบายสินค้าเกษตรปี 2552 ทั้งระบบวงเงิน 1.2 ล้านล้านบาท หลังจากตีกลับโครงการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4.5 แสนตัน ของกระทรวงพาณิชย์ มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ก็ยังไม่อนุมัติโครงการเช่ารถเมล์เอ
ในด้านการบริหารงานของรัฐบาล ย่อมถือเป็นเรื่องปกติ ที่เสียงข้างมาก หรือเสียงที่ดังที่สุดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนับเป็นเด็ดขาด แต่ในทางการเมือง เมื่อ 3 โครงการนี้ นำเสนอโดยกระทรวงต้นสังกัดที่อยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทย ถือว่ากรณีเช่นนี้เป็นเกมการเมือง อันจะสร้างความร้าวฉานในพรรคร่วมรัฐบาลขึ้นได้ ดังจะเห็นได้จากการเดินหมากของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลงไปแก้ไขปัญหา "เจรจาหย่าศึก" ทั้งๆ ที่นายสุเทพเป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลงานด้านความมั่นคง
เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า นายสุเทพมีบทบาทสูงยิ่งในการจัดตั้งรัฐบาล โดยการดึงกลุ่มเพื่อนเนวินจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งก็คือพรรคภูมิใจไทยในปัจจุบัน เข้ามาเป็นกำลังสำคัญ จนเกิดเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งขณะนั้นเอง นายสุเทพก็เคยบอกกับลูกพรรคประชาธิปัตย์แกนนำรัฐบาล ถึงเหตุผลที่ต้องโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องจากกลุ่มเพื่อนเนวินในเรื่องโควตารัฐมนตรีว่า "ถ้าไม่มีเขา เราก็ไม่มีวันนี้" ทำให้เป็นที่หวั่นเกรงกันว่า ในอนาคตอาจจะเกิดวงจร "การเมืองต่างตอบแทน" หรือการกระทำในลักษณะ "ลำเลิกบุญคุณ" ขึ้นหรือไม่ การมอบหมายให้นายสุเทพหย่าศึกครั้งนี้ จึงเท่ากับรัฐบาลยอมรับโดยพฤตินัยว่า เป็นกรณีปัญหาการเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่าปัญหาของการบริหารราชการแผ่นดินติดขัด
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับผลประโยชน์แอบแฝงในโครงการไม่มีคำอธิบายที่โปร่งใสมากขึ้นตามมา สังคมย่อมต้องเหมาสรุปเอาเองว่า รัฐบาล "สมยอม" และบางคนในพรรคร่วมรัฐบาลก็กำลังรุก "ลำเลิกบุญคุณ" เพื่อคืบคลานเข้าหาผลประโยชน์ต่างตอบแทนขึ้นจริงๆ
เมื่อคณะรัฐมนตรีโดยการนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านพ้นวิกฤติการณ์การเมือง "สงกรานต์เลือด" มาได้นั้น ประชาชนคนไทยพากันถอนใจโล่งอก และตั้งตาคอยว่า เมื่อเรื่องร้ายผ่านพ้น รัฐบาลจะได้ตั้งหน้าตั้งตาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ บรรเทาทุกข์ยากของประชาชนที่ต้องปากกัดตีนถีบเอาตัวรอดกันไปวันๆ แต่การณ์กลับปรากฏว่า รัฐบาลกลับเสียเวลาทะเลาะเบาะแว้งกันเอง ในเรื่องที่เรียกขานกันว่า "วงจรอุบาทว์" เช่นนี้แล้ว หากนายกรัฐมนตรีมัวชักช้า ไม่หันหน้ากลับมาแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองอย่างจริงจัง เหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติตอนเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ โอกาสที่ประชาชนเคยมอบให้ก็จะลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ



