คอลัมนิสต์

เปลี่ยนความคิด(ซะ)

เปลี่ยนความคิด(ซะ)

07 ธ.ค. 2555

เปลี่ยนความคิด(ซะ) : กระดานความคิด โดยอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง [email protected]

            ผู้นำในหน่วยงานราชการเกือบทุกระดับ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่ มองว่าภาคใต้ถ้าจะแก้ปัญหาได้ ต้องเปลี่ยนความคิดคนในท้องถิ่นให้ได้ก่อน การเปลี่ยนแปลงความคิดจะเกิดขึ้นได้ต้องใช้ความเด็ดขาดเป็นหลัก แม้จะต้องใช้การลงทุนที่สูงก็ตาม ยังมีความจำเป็นเพราะหากไม่เปลี่ยนความคิดได้ จะมีความลำบากต่อการแก้ไข ? ต้องเปลี่ยนอะไรบ้างนั้นพอจะยกตัวอย่างได้ ในประเด็นหลักๆ ดังเช่น

             ประการที่หนึ่งคือคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือที่เรียกตัวเองว่า “คนมลายูปาตานี” ต้องเข้าใจและยอมรับว่าเขา “เป็นคนไทย เชื้อชาติไทย”

             ประการที่สองคือประชาชนในพื้นที่ต้องเข้าใจและยอมรับว่าภูมิภาคแห่งนี้เป็นของประเทศไทยมาตั้งแต่อดีตกาล

             ประการที่สามคือประเทศไทยมีความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบที่สุดประเทศหนึ่งของโลก(เปรียบเทียบกับประเทศมุสลิมหลายประเทศ) โดยให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงและมีอำนาจในการบริหารท้องถิ่นเป็นอย่างดี การกระจายอำนาจเหล่านั้นมีความเหมาะสมและถูกต้องตามความต้องการของท้องถิ่นเป็นอย่างดี คือมีการกระจายอำนาจในการดูแล จัดการ พัฒนาขีดความสามารถของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลประชาชนทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

             มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครอบคลุมทุกพื้นที่ (ไม่นับรวมการเลือกตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและการเลือกตั้งจุฬาราชมนตรี) ประชาชนไม่มีความจำเป็นอื่นใด ที่จะร้องเรียกการปกครองแบบพิเศษอื่นๆ อีก ?

             ประการที่สี่ประเทศไทยให้สิทธิ ความอิสระ และความเสมอภาคในการนับถือศาสนา การประกอบศาสนกิจ การส่งเสริมการเรียนการสอนศาสนาอิสลาม ทั้งสถาบันการศึกษาปอเนาะ(เน้นศาสนาเชิงลึก) สนับสนุนงบประมาณและบุคลากรในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา(มีการเรียนการสอนวิชาสามัญศึกษาควบคู่กับวิชาศาสนาอิสลาม ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ) การให้สิทธิพิเศษ(โควตา)ในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาทุกมหาวิทยาลัย โดยมีการสอบด้วยวิธีพิเศษเฉพาะนักเรียนมุสลิมในห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น

             ประการที่ห้า รัฐบาลไทยได้ให้สิทธิต่างๆ ในการใช้ชีวิตประจำวันตามลัทธิความเชื่อของศาสนา วัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นอย่างเต็มที่ เช่นการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนภาษามลายูในโรงเรียนประถมศึกษา การให้ทุนการศึกษาทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง การให้ทุนแก่พี่น้องมุสลิมที่ยากจน คนทำงานที่เป็นประโยชน์แก่สังคมท้องถิ่นได้มีโอกาสไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่เมืองมักกะฮ.(เมกกะ)ประเทศซาอุดีอาระเบีย(เป็นศาสนปฏิบัติข้อที่ห้า)เป็นประจำทุกปี ส่งเสริมให้มีการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การละเล่นในท้องถิ่นที่หลากหลายในทุกพื้นที่

             ประการสุดท้าย(ความจริงยังมีอีกมากที่ประชาชนต้องเข้าใจและต้องเปลี่ยนความคิด ?) สำคัญที่สุดประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่มีมาตราบัญญัติในมาตราที่หนึ่งไว้อย่างชัดเจนว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้”

             ดังนั้น ผู้บริหารประเทศจึงเข้าใจว่า องค์ประกอบต่างๆ ข้างต้น มีความจำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการ ในการสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน เพื่อจัดการเปลี่ยนความคิด โดยเลือกเอาการลงทุนที่มีมูลค่าสูงคือการใช้กำลังและอาวุธ มากกว่าที่จะเลือกใช้การลงทุนที่น้อยคือ “การใช้ปัญญา” จึงสามารถสรุปได้ว่าแนวทางการใช้วิทยปัญญาหรือแนวทางสันติวิธีเป็นทางเลือกที่ท้าทาย ต่อการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีหนทางที่ยาวไกล เพราะผู้มีอำนาจ(บางคน)เขาคงยึดติดกับแนวคิดแบบเผด็จการอำนาจ ที่เชื่อว่า “อำนาจและอาวุธ” สามารถสร้างความสงบสันติสุขได้...?