คอลัมนิสต์

ไอ้เพื่อนยาก...ทำไมนัดแล้วไม่มา?

ไอ้เพื่อนยาก...ทำไมนัดแล้วไม่มา?

07 ธ.ค. 2555

ไอ้เพื่อนยาก...ทำไมนัดแล้วไม่มา? : กระดานความคิด โดยสุทธิชัย หยุ่น http://www.oknation.net/blog/suthichai

             เพื่อนผมคนหนึ่งโกรธเพื่อนอีกคนหนึ่งมากที่บอกว่าจะมาเล่นบาสด้วยแต่แล้วก็ไม่มา “เขาคงมีธุระ มาไม่ได้กระมัง” ผมปลอบเขา

             “มันมาไม่ได้ก็ควรจะบอกว่ามาไม่ได้ แต่มันบอกว่า เออ..เออ... ฟังแล้วเหมือนมันบอกว่าจะมา” เพื่อนของผมด่าเพื่อนอีกคนให้ผมฟัง

             เขาบอกว่ารับไม่ได้ที่ใครบอกว่าจะมาแล้วไม่มา “ทำไมคนไทยจึงเป็นคนอย่างนี้ รับปากแล้วมักจะเบี้ยว” เขาบ่นอย่างมีอารมณ์

             ถึงขั้นต่อว่าต่อขานว่าคนไทยขาดความรับผิดชอบ, เป็นคนไม่รักษาสัตย์ไปโน่น ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นคนไทยเหมือนกัน ผมจึงอดขันไม่ได้

             ผมพยายามอธิบายให้เพื่อนคนนี้ฟังว่า เพื่อนอีกคนหนึ่งที่ไม่มานั้นความจริงเขาไม่ได้จงใจจะเบี้ยวหรอก เพียงแต่ว่านิสัยของคนไทยขี้เกรงใจ ถ้าชวนแล้ว เขาปฏิเสธ, เขาก็จะรู้สึกว่าทำให้เพื่อนผิดหวัง ดังนั้นการที่เขาทำเหมือนรับปากว่าจะมาแล้วไม่มานั้นก็เกิดจากความเกรงอกเกรงใจ, ไม่อยากปฏิเสธเพื่อน, ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่ามาไม่ได้

             “ทำไมเขาไม่บอกตรงๆ ว่ามาไม่ได้ ก็จบเรื่อง แต่ไอ้ที่ทำท่าพูดเหมือนจะมา แล้วไม่มา นี่น่าโกรธมากกว่าที่เขาบอกว่ามาไม่ได้นะเว้ย” เพื่อนอีกคนในวงสนทนาบอก

             แปลว่าผมเป็นเสียงเดียว เพื่อนมีสองเสียง แต่ผมไม่ลดละ พยายามอธิบายแทนเพื่อนอีกคนหนึ่งว่าวัฒนธรรมคนเอเชียเป็นอย่างนี้แหละ การจะบอกปฏิเสธเพื่อนนั้นเป็นเรื่องทำยาก ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนก็จะมีเรื่องทำนองนี้บ่อยครั้ง

             นั่นคือใจคิดอย่าง, พูดอีกอย่าง...แต่ไม่ได้เกิดจากการจงใจจะโกหก หรือเบี้ยว หากแต่เป็นเพราะต้องการรักษาความรู้สึกที่ดีต่อกัน

             “ถ้าเป็นคนมะกันอย่างที่ฉันเคยไปใช้ชีวิตอยู่ จะไม่มีอย่างนี้ มาได้ก็บอกว่ามาได้ มาไม่ได้ก็จะบอกว่ามาไม่ได้ มันจะได้ชัดๆ และจะได้ไม่ต้องรอหรือเข้าใจผิดคิดว่าจะมา...” ผมบอกว่านั่นคือวัฒนธรรมมะกัน, ซึ่งต่างกับของไทยหรือเอเชียอื่นๆ แน่นอน

             เช่นเพื่อนมะกันไปเที่ยวด้วยกัน, จะกินอะไร, ต่างคนต่างแบ่งกันควักกระเป๋าออก หากเพื่อนคนไทยไปไหนด้วยกันแล้ว ใครคนใดคนหนึ่งควักเงินออกเฉพาะของตัวเองแบบ “อเมริกันแชร์” ละก็, เป็นอันไม่ต้องคบหากันอีกต่อไป

             วัฒนธรรมแบบไทยๆ นั้น ความเป็นเพื่อนแปลว่าจะต้องดูแลกันและกัน วันนี้ฉันเลี้ยงเพื่อน, พรุ่งนี้เพื่อนเลี้ยงฉันได้ ไม่ว่ากัน แต่หากคาดหวังว่าจะเป็นการ “ต่างคนต่างกิน ต่างคนต่างออก” อย่างนี้จะไปเที่ยวด้วยกันทำไม?

             หากคุณนัดหมายล่วงหน้าไปเลย เช่นบอกว่าเจอกันที่นั่นเวลานั้น...หากเพื่อนคนไหนไม่ปฏิเสธหรือเฉยๆ คุณอย่าเพิ่งตัดสินว่าเขาจะมาแน่นอน...เพราะการแสดงอาการเฉยๆ หรือลังเล หรือไม่ผูกมัดตนเองนั้น, ในใจของเพื่อนคนนั้นอาจจะไปไม่ได้ หรือไม่อยากไป
 
             หากคุณได้เอ่ยปากชวนเพื่อนสักสิบคน, สมมติว่ามีสามคนที่ยืนยันมั่นเหมาะว่าจะมา, อีกสามคนสั่นหัว, และที่เหลือสี่คนอ้ำๆ อึ้งๆ...คุณก็จะพอรู้แล้วว่าลงท้ายก็อาจจะไปแค่ห้าคน เพราะคนที่รับอ้ำๆ อึ้งๆ และไม่ปฏิเสธนั้นแปลว่าเปอร์เซ็นต์ที่จะไม่มามีสูงกว่า 70% ส่วนคนที่สั่นหัวนั้นโอกาสไม่ปรากฏตัวมีสูงถึง 80% ส่วนสามคนที่รับปากมั่นเหมาะนั้นก็อาจจะมาจริงๆ สองคนเท่านั้น

             ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าเพื่อนคนไหนของคุณจงใจจะโกหกหรือเบี้ยวคุณ แม้ทุกคนจะอยากไปร่วมกับคุณ, แต่หลายคนที่ติดงาน หรือไม่อยากไปก็จะไม่บอกคุณตรงๆ ที่เขาอ้ำๆ อึ้งๆ นั้นเป็นเพราะเขาเกรงใจและเขาต้องการรักษาน้ำใจคุณต่างหาก

             นี่คือมารยาทสังคมแบบไทยๆ ที่ปกปักรักษากันมายาวนานได้เพราะความ “เบลอๆ” ไม่พูดอะไรชัดเจน ไม่ผูกมัดอะไรนั่นเอง

             แม้บางทีคนที่รับปากว่าจะมากับคุณ ตอนที่เขาตอบว่า “ได้” กับคุณนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะมาร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ที่เขาพูดว่า “ได้” นั้นก็เพื่อให้คุณสบายใจ เพื่อแสดงการสนับสนุนความคิดคุณต่างหาก ส่วนตัวเขาเองจะร่วมหรือไม่นั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่งโดยสิ้นเชิง

             ผมจึงบอกเพื่อนว่าเขาไม่ควรจะโกรธเพื่อนที่ทำท่าว่าจะมาเล่นบาส แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่มาทั้งๆ ที่เขาเข้าใจว่าจะมา “คุณโกรธเพื่อนก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเขาก็คือเพื่อน และเขาก็เป็นเพื่อนแบบไทยๆ...คุณต่างหากล่ะที่ลืมไปว่าความเป็นไทยๆ ในการคบหาเพื่อนนั้นเป็นอย่างไร...”

             เพื่อนผมคนนั้นยังไม่หายโกรธถึงวันนี้กระมัง...แต่พอเจอเพื่อนคนนั้นอีกวันหนึ่ง, เขาก็ลืมความโกรธไปเสียแล้ว เพราะเพื่อนคนนั้นบอกว่า “อ้าว, มึงรอกูทำไม กูนึกว่ามึงโทรไปชวนกู เพราะกลัวกูเหงา...กูไม่มีปัญหา...”

             เห็นหรือยังครับว่า วัฒนธรรมแห่งการคบหาของคนไทยนี่สลับซับซ้อนและสนุกสนานแค่ไหน?