
ความสุขที่สร้างได้
ความสุขที่สร้างได้ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 7 ธ.ค.2555
คนไทยเกือบทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้ความสุขความปลื้มปีติอยู่ยั้งยั่งยืนตลอดไป เหมือนเช่นความสุขที่ได้มาร่วมรับเสด็จและถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม แต่ความสุขนี้กลับจืดจางลงอย่างรวดเร็ว เพราะในห้วงเดียวกันนั้น องค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศได้รายงานถึงผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของ 176 ประเทศทั่วโลก ประจำปี พ.ศ.2555 ปรากฏว่าอันดับของประเทศไทยลดลงจากอันดับที่ 80 เมื่อปีที่แล้ว ไปอยู่ที่อันดับ 88 หนำซ้ำยังได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง โดยได้แค่คะแนน 37 คะแนนเท่านั้น
เทียบกับกลุ่มประเทศภาคสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ปรากฏว่าสิงคโปร์ติดอันดับความโปร่งใสสูงสุด อยู่อันดับที่ 5 ด้วยคะแนน 87 คะแนน ตามด้วยมาเลเซีย ติดอันดับ 54 ด้วยคะแนน 49 คะแนน ส่วนประเทศอื่นที่ได้คะแนนความโปร่งใสน้อยกว่าไทย ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม ลาว และพม่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐและภาคเอกชนหลายคนให้ความเห็นว่า การที่ดัชนีความโปร่งใสของไทยและหลายประเทศลดลงนั้น เป็นผลจากขาดผู้นำที่มีความรับผิดชอบ ขาดสถาบันของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ประสิทธิภาพของระบบยุติธรรมย่อหย่อนลง หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐไม่เข้มแข็ง และไม่ทันต่อกระบวนการทุจริตเชิงนโยบายจากสายสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ประเทศที่มีอันดับดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจีน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เป็นเพราะประเทศนั้นๆ มีมาตรการจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง สามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้จริง และมีความเชื่อมั่นในเจตจำนงของผู้นำประเทศ
ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับผลการจัดอันดับดัชนีหลักนิติธรรม 2012 จัดทำโดยโครงการด้านความยุติธรรมโลก ปรากฏว่าไทยรั้งอันดับที่ 80 จาก 97 ประเทศ แม้ว่าไทยจะมีความแข็งแกร่งในการควบคุมอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งยังได้คะแนนสูงในส่วนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีประสิทธิภาพ แต่จุดอ่อนของไทยก็คือ ความล่าช้าในกระบวนการดำเนินคดีต่างๆ และความยุ่งยากในการบังคับใช้การตัดสินของศาล
เราเชื่อว่า ปัญหาที่เป็นจุดอ่อนที่บ่อนทำลายความสุขของคนไทยสามารถแก้ไขได้ ถ้าเพียงแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และข้าราชการทุกคน ยึดมั่นในคำสัตย์ปฏิญาณที่ให้ไว้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ว่า จะเป็นข้าราชการที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต จะเป็นพลังของแผ่นดินเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน ดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา และตามแนวทางพระบรมราโชวาท ถ้าทำได้จริงตามคำสัตย์ปฏิญาณนี้ ความสุขของคนไทยคงจะกลับคืนมาและดำรงอยู่อย่างมั่นคงตลอดไป



