
อิงคำวินิจฉัยคดี'ตู่'ชี้ชะตา'ก่อแก้ว'
อิงคำวินิจฉัยคดี'ตู่'จับตาดูสมาชิกภาพ ส.ส.'ก่อแก้ว' : ขยายปมร้อน โดยโอภาส บุญล้อมและสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์
กลายเป็นที่ถกเถียงกันว่ากรณี "ก่อแก้ว พิกุลทอง" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. จำเลยในคดีก่อการร้าย ถูกศาลอาญาสั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวจะทำให้ "ก่อแก้ว" ต้องสิ้นสภาพการเป็น ส.ส.หรือไม่
โดยมีความเห็นสองแนวทางฝ่ายหนึ่งเห็นว่า "ก่อแก้ว" น่าจะสิ้นสมาชิกภาพส.ส.ทันที หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ขณะที่อีกฝ่ายเห็นแย้งว่า "ก่อแก้ว" น่าจะยังคงสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.อยู่
ฝ่ายที่เห็นว่าน่าจะสิ้นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ไปแล้ว โดยดูจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวินิจฉัยให้ "จตุพร พรหมพันธุ์" อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่พ้นสมาชิกภาพ ส.ส. หลังถูกคุมขังโดยหมายศาลในคดีก่อการร้าย ก็จะเห็นความกระจ่างในข้อกฎหมายว่า "ก่อแก้ว" สิ้นสภาพ ส.ส.แล้ว เพราะต้องคุมขังโดยหมายศาลเหมือนกับ "จตุพร"
ประเด็นสำคัญของคำวินิจฉัยในคดี "จตุพร" ศาลรัฐธรรมนูญได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง มาตรา 19 วรรคหนึ่ง และมาตรา 20 มีเจตนาว่า "ผู้ที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต้องเป็นบุคคลที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ"
ซึ่งเมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 100 ได้กำหนดว่าบุคคลที่ถูกคุมขังโดยหมายของศาลเป็นบุคคลที่ต้องห้ามไม่ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้ก็เพราะ พ.ร.บ.พรรคการเมือง มีจุดประสงค์เพื่อให้บุคคลที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของกฎหมายและระเบียบวินัยของพรรคการเมือง
นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ยังได้วางบรรทัดฐานไว้อีกว่า "ผู้ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองนอกจากต้องไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามในขณะที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแล้ว จะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตลอดเวลาที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองด้วย หากผู้ใดมีลักษณะต้องห้ามเกิดขึ้นภายหลัง ย่อมมีผลให้พ้นสภาพจากเป็นสมาชิกพรรคไปด้วย"
ในคดีของ "จตุพร" ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยในต้อนท้ายว่า
"...มีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การสิ้นสุดสมาชิกภาพสมาชิกพรรคของนายจตุพร จะทำให้สิ้นสุดสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ตามมาตรา 106 (4) ด้วยหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 101 (3) บัญญัติให้บุคคลผู้มีคุณสมบัติสามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ได้ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และมาตรา 106 (4) บัญญัติว่าสมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงเมื่อขาดคุณสมบัติตามมาตรา 101 (3) เห็นว่าการที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อให้สมาชิกพรรคการเมืองมีระเบียบวินัย ยึดมั่นเจตนารมณ์ทางการเมือง และดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตลอดไปให้พรรคการเมืองเป็นเสาหลักของการปกครองระบอบประชาธิปไตย คุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจึงไม่เพียงต้องมีอยู่ในวันสมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น แต่ต้องมีอยู่ตลอดเวลาของการเป็น ส.ส. และเมื่อพิจารณาตามคุณสมบัติของ ส.ส. ซึ่งต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง อันเป็นคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ตามมาตรา 101 (3) ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 106(4) ที่บัญญัติให้สมาชิกภาพของ ส.ส.สิ้นสุดลงเมื่อขาดคุณสมบัติตามมาตรา 101 แล้วเห็นว่า เมื่อขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็จะส่งผลให้สิ้นสุดสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ไปด้วย"
สำหรับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 8 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ผู้มีสัญชาติไทยและไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญอาจรวมกันดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมืองได้" มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกพรรคต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง และมาตรา 20 (3)บัญญัติว่า "สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคสิ้นสุดลงเมื่อมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 19
สรุปว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยในคดี "จตุพร" ว่าพ้นจากการเป็น ส.ส.เพราะถูกคุมขังโดยหมายศาลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงมีผลผูกพันในคดีต่อๆ มา ซึ่งรวมถึงคดีของ "ก่อแก้ว" ที่ถูกคุมขังโดยหมายศาลเช่นกัน
ขณะที่มุมมองของฝ่ายที่เห็นว่า "ก่อแก้ว" ยังไม่น่าพ้นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.โดยมองว่าข้อเท็จจริงในกรณีของ "ก่อแก้ว" แตกต่างจากกรณี "จตุพร" เพราะฉะนั้นจะมาเทียบเคียงกันไม่ได้
"พิชิฏ ชื่นบาน" มือกฎหมายของพรรคเพื่อไทย มองว่ากรณีการจำคุกที่จะทำให้ ส.ส.หลุดจากตำแหน่งนั้นต้องเป็นการจำคุกเพราะคำพิพากษาของศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นใดก็ตาม แต่กรณีของ "ก่อแก้ว" ถูกจำคุก เพราะศาลไม่ให้ประกันตัว เป็นคนละเรื่องกัน
"กรณีของคุณก่อแก้ว ต่างจากคุณจตุพร เพราะกรณีคุณจตุพร เกิดขึ้นในช่วงที่สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แต่กรณีคุณก่อแก้ว เกิดขึ้นหลังจากเป็นส.ส.แล้วเรื่องคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกพรรคนั้นจะดูเฉพาะตอนสมัคร ส.ส.เท่านั้น จะมาดูหลังจากเป็น ส.ส.แล้วไม่ได้"
ประเด็นสำคัญที่ทำให้ "ทีมกฎหมายเพื่อไทย" มองว่า "ก่อแก้ว" ไม่น่าจะหลุดจากการเป็น ส.ส. คือ รัฐธรรมนูญมาตรา 131 ที่กำหนดเกี่ยวกับเรื่องให้อำนาจประธานสภาในการร้องขอต่อศาลให้ปล่อยตัว ส.ส.ที่อยู่ระหว่างถูกคุมขังมาทำหน้าที่ในช่วงเปิดสมัยประชุมได้ และยังกำหนดด้วยว่าคำสั่งการปล่อยตัวนั้นให้มีผลเฉพาะช่วงเปิดสมัยประชุมเท่านั้น หากปิดสมัยประชุมแล้วศาลยังไม่ให้ประกันตัว ก็ต้องกลับไปติดคุกต่อ ฉะนั้นหากจะบอกว่า ส.ส.ถูกจำคุกแล้วต้องหลุดจากตำแหน่งทันทีจะมีมาตรานี้ระบุไว้ทำไม
"การตีความกฎหมาย ต้องตีความให้เป็นคุณ ไม่ใช่ตีความอย่างแคบ เพราะตอนนี้ก่อแก้วเป็น ส.ส.แล้ว แตกต่างจากกรณีของจตุพร" พิชิฏ ย้ำ
ดังนั้น จึงต้องจับตาดูสมาชิกภาพ ส.ส.ของ "ก่อแก้ว" หลังถูกคุมขังโดยหมายศาลเหมือนกับ "ตู่" สุดท้ายจะจบลงแบบไหน!
......................
(หมายเหตุ : อิงคำวินิจฉัยคดี'ตู่'จับตาดูสมาชิกภาพ ส.ส.'ก่อแก้ว' : ขยายปมร้อน โดยโอภาส บุญล้อมและสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์)



