
ผบ.ตร.ขายฝันกับนโยบายสุภาพบุรุษจราจร?
ผบ.ตร.ขายฝันกับนโยบายสุภาพบุรุษจราจร? : โลกตำรวจโดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
“สุภาพบุรุษจราจร” เป็นนโยบายการบริหารราชการของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการบริการจราจรให้มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย (นโยบายการบริหารราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, 2555)
นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นให้ตำรวจมีค่านิยมเป็นตำรวจมืออาชีพ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เป็นตำรวจที่ประชาชนเชื่อมั่น ศรัทธา และเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง
หากนโยบายดังกล่าวมิได้ถูกเขียนขึ้นมาเพียงเพื่อได้ชื่อว่า มีการจัดทำนโยบาย ตามธรรมเนียมที่จะต้องปฏิบัติเมื่อมีการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดของตำรวจแต่เพียงเท่านั้น ก็นับได้ว่าเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมไทย สอดคล้องกับปัญหาที่ประชาชนคนไทยและตำรวจไทยกำลังเผชิญอยู่ เป็นปัญหาต่อเนื่องเรื้อรังสะสมมานับทศวรรษและเป็นปัญหาที่องค์กรสากลเช่นองค์การอนามัยโลกกำลังจับตามองการทำงานและท่าทีของรัฐบาลไทยที่มีต่อปัญหานี้
เริ่มตั้งแต่ภาพลักษณ์ของตำรวจที่ถูกมองในเชิงลบจากประชาชนในสังคมส่วนใหญ่เกิดจากประสบการณ์เชิงลบของประชาชนที่มาจากงานจราจร การสื่อสารถ่ายทอดกันในรูปแบบปากต่อปาก ไปจนกระทั่งถึงการใช้พื้นที่ทางโลกออนไลน์ถ่ายทอดทัศนคติและประสบการณ์เชิงลบต่อตำรวจจราจร ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์เชิงลบแพร่ขยายอย่างรวดเร็ว กว้างขวางและครอบคลุมเหมารวมไปยังตำรวจทั่วไป จนกล่าวได้ว่า “ขอให้เป็นตำรวจเถอะไม่มีอะไรดีเลย?”
การปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่สะท้อนผ่านคำเรียกที่ดูรุนแรงอาทิ “โจรหัวปิงปอง” ให้กลายมาเป็น “สุภาพบุรุษจราจร” จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายผู้บัญชาการตำรวจเป็นอย่างยิ่ง
ทำอย่างไรสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะสามารถสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ได้ว่าตำรวจจราจรปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ต้องฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคมากมายเพื่อให้ประชาชนคนไทยใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยและสะดวก? ทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนวิธีคิดของประชาชนได้ว่า การที่ตำรวจจราจรจับปรับนั้นมิได้เป็นไปเพราะต้องการส่วนแบ่งค่าปรับ? ทำไมค่าปรับในแต่ละที่(เช่นในเขตเทศบาลกับนอกเขตเทศบาล) แต่ละเวลา แต่ละตำรวจผู้จับแม้ในข้อหาเดียวกันจึงไม่เท่ากัน? ทำไมตำรวจบางคนจึงใช้วิธีการว่ากล่าวในขณะที่บางคนไม่ใช้? ทำไมผู้กระทำผิดข้อหาเดียวกันบางคนได้รับการพิจารณาโทษเพียงการว่ากล่าวแต่บางคนต้องจ่ายค่าปรับ? ทำอย่างไรให้คดีจราจร “ไม่มีสิทธิขอ” ได้เช่นเดียวกับ “คดียาเสพติด”
ข้อจำกัดของสภาพสังคมและวัฒนธรรมแบบไทยๆส่งผลให้ตำรวจจราจรไม่สามารถใช้หลักนิติศาสตร์ในการทำงานเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ของคนไทยได้และหันมาใช้หลักรัฐศาสตร์ที่มีความยืดหยุ่นอ่อนตัวมากกว่า แต่ผลกระทบของการดำเนินการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเช่นนี้กลับส่งผลย้อนกลับต่อภาพลักษณ์ของตำรวจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...สถานการณ์เช่นนี้ผู้นำตำรวจต้องไตร่ตรองสะท้อนคิดว่าจะหาทางออกอย่างไรที่ทุกฝ่ายทุกคนยอมรับได้และเข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจจราจร...โจทย์นี้เป็นโจทย์ของผู้นำมิใช่ผู้ปฏิบัติ!
การใช้คำว่า “สุภาพบุรุษจราจร” ทำให้สรุปได้ว่าผู้นำตำรวจ(และตำรวจทุกคน)เข้าใจและรับรู้ว่าประชาชนรู้สึกอย่างไรกับผลงานด้านจราจรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะมิใช่แต่เพียงการสอบไม่ผ่านในเรื่องการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรเท่านั้น (ดังคำที่มักล้อเลียนว่ามีตำรวจที่ไหนรถติดที่นั่น) หากแต่สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจนทำให้คนตายกลางถนนจำนวนมากก็เป็นดัชนีชี้วัดว่าตำรวจสอบไม่ผ่านเช่นเดียวกัน (ถึงแม้ว่าตำรวจจะทำงานหนักกว่าภาคีอื่นๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้วยเช่นกัน)
เมื่อวิเคราะห์สาเหตุที่มาของความไร้ประสิทธิผลอย่างเจาะลึกตรงไปตรงมาจะเห็นได้ว่า มิใช่ตำรวจจราจรผู้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามท้องถนนทำงานไม่เข้มแข็ง หากแต่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานเหล่านี้ขาดการได้รับการใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิดจากนาย (ทั้งๆ ที่ตำรวจเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ดูแลนายไม่น้อยกว่าหน่วยอื่น?) ไม่ว่าจะเป็นการดูแลให้ปรับปรุงพัฒนาบุคลิกภาพ ศักยภาพ พัฒนาความรู้ความสามารถไม่ว่าจะเป็นในด้านกฎหมายจราจรหรือการวิเคราะห์สาเหตุของอุบัติเหตุทางถนน รวมไปถึงการใส่ใจดูแลว่าพวกเขาเหล่านี้มีวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานที่เพียงพอหรือไม่ อย่างไร (ทั้งนี้ไม่นับรวมตำรวจจราจรนครบาลซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นจำนวนมาก)
การที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกล่าวว่าจะมุ่งเน้นการสร้างระบบการบริหารจัดการที่ดีทั้งในด้านการสร้างความพร้อมของงบประมาณ การฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพของตำรวจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลโดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในงานทุกด้านที่สามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการพัฒนาระบบงานฝ่ายอำนวยการให้มีความเข้มแข็งนั้น...ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความหมายรวมไปถึงงานจราจรด้วยใช่หรือไม่?



