
เสธ.อ้ายไป..แล้ว...อะไรยังอยู่
เสธ.อ้ายไป..แล้ว...อะไรยังอยู่ : คอลัมน์ ขยายปมร้อน โดย... เอ๊ด ภิรมย์
5 โมงเย็น วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2555 การประกาศยุติการชุมนุม และการลาออกจากผู้นำองค์การพิทักษ์สยามอย่างด้วนๆ ห้วนๆ ของ "เสธ.อ้าย" พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ก่อให้เกิดอาการงุนงง สงสัย ผิดหวัง เสียใจ ว้าเหว่ สับสน สิ้นหวังและอีกหลายอารมณ์ความรู้สึกของมวลชนที่เดินทางมาร่วมชุมนุม รวมทั้งประชาชนที่มิอาจมาร่วมได้ แต่ส่งใจและปัจจัยมาสนับสนุน กล่าวโดยรวมก็คือ มีมวลชนม็อบและประชาชนที่ไม่เอาระบอบทักษิณจำนวนมากมาย
เกิดคำถามตามมาในหมู่ประชาชนเหล่านี้ว่า
แล้วยังไง? แล้วจะทำอย่างไรต่อไป? ครั้งต่อไป (ม็อบ) จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร? ใครจะมาเป็นผู้นำ? จะปล่อยให้ประเทศถูกกระทำต่อไปอย่างนี้หรือ? ยอมยกประเทศให้เขา ไปแล้วหรือ? ฯลฯ
ผู้เขียนก็เหมือนประชาชนทั่วไป ที่ย่อมมีห้วงแห่งความรู้สึกและคำถามที่ผุดพรายขึ้นมากมาย เฉกเช่นกัน
คำตอบเบื้องต้น ก็คือ
เสธ.อ้าย ลาออกไป ก็หาใช่เป็นวันสุดท้ายของความหวัง
เสธ.อ้าย ลาออกไป ก็หาใช่โลกของผู้มีอุดมการณ์ร่วมจะสลายมลายดับและสถานการณ์ย่อมสร้างวีรบุรุษตัวจริงขึ้นมาได้เสมอ
คำตอบที่สอง ก็คือ
การก่อเกิดขององค์การพิทักษ์สยาม ก็มิใช่มีเพียง เสธ.อ้าย คนเดียว
คำตอบที่สาม ก็คือ
แม้ เสธ.อ้ายไป แต่สิ่งที่ยังคงอยู่และจักเป็นพลังขับเคลื่อนในวันหน้า ก็คือ
หนึ่ง มีองค์กรเครือข่าย แนวร่วม กลุ่มชนทั้งภาคสังคม ภาคประชาชนหลากหลาย ทั้งที่ประกาศตัวและไม่ประกาศตัวแต่แสดงบทบาทสนับสนุน - ยังคงอยู่ (เยอะและเอาจริง)
สอง มีมวลชนที่เข้าร่วมชุมนุมและประชาชนที่ให้การสนับสนุนในรูปการต่างๆ รวมทั้งประชาชนที่พร้อมเสียสละ อุทิศ พลี - ยังคงอยู่
สาม ปัญหาวิกฤติของชาติ อันเกิดจากรัฐบาลที่ยังสร้างความเคลือบแคลงใจ ความไม่พอใจให้แก่มวลชน - ยังคงอยู่ ในอีกด้านหนึ่ง จึงยังคงมีมวลชนที่เชื่อมั่นว่ายังมีภารกิจในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความถูกต้องชอบธรรม จึง ยังต้องคงอยู่ เช่นกัน
ถึง เสธ.อ้ายไปแล้ว แต่องค์ประกอบ 3 ประการข้างต้น ยังคงอยู่ อยู่เพื่อที่จะเป็นปริศนาให้แก่รัฐบาลและพวกพ้องได้คิดอยู่ตลอดเวลาว่า ขนาด เสธ.อ้าย ที่มวลชนกว่าครึ่งไม่รู้จักหน้าค่าตามาก่อน ยังมาได้ขนาดนั้น
แม้ว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นจะถูกมองว่า เป็นเวทีคู่ขนานไปกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้าน แต่การตัดสินใจยุติการชุมนุมอย่างเฉียบพลันของ เสธ.อ้าย ก็พอจะบอกได้ว่า แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจของสำนักวิจัยต่างๆ ก็ไม่อาจนำมาอ้างอิงได้ว่า นั่นคือการตัดสินใจ หรือการให้ความเห็นของประชาชนอย่างถ่องแท้ เพราะผู้ที่ตอบแบบสอบถาม ไม่ว่าจะเป็น กรณีการชุมนุม หรือกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ต่างก็มี "เบื้องหลัง" ที่เป็นความรู้สึก "รัก-ชัง" หาใช่คำตอบอันมาจากการเฝ้าดู-ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และตรวจสอบถึงเนื้อหาที่คนถามและผู้ตอบว่ามีข้อเท็จจริงมากน้อยแค่ไหน ด้วยกันทั้งสิ้น
ปรากฏการณ์ "แอร์สาว" ที่เพิ่งเกิดขึ้นอาจจะพอเป็นตัวอย่างสำหรับอารมณ์ของผู้คนในสังคมได้อยู่พอสมควร หากไม่ได้มองในแง่มุมของ "พรรคเพื่อไทย" เพียงมุมเดียว ก็ย่อมรับรู้ได้ชัดเจนว่า ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนที่มาชุมนุมนั้น มีความรู้สึกอย่างไร
ยิ่งเห็นข้อความที่ไม่ได้มีเพียงแค่การตำหนิติเตียนถึงความเป็นมืออาชีพของแอร์สาวผู้นี้แล้วก็จะรับรู้ได้ว่า ความรู้สึกไม่พออกพอใจรัฐบาลนี้มีอยู่จริง และรัฐบาลไม่อาจเพิกเฉย หรือไม่แยแสต่อท่าทีคนเหล่านั้นได้
ในขณะเดียวกัน ก็ต้องจับตาดูว่า สิทธิเสรีภาพตามที่ เสธ.อ้าย ไปยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาว่า การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อรองรับคำสั่งปิดพื้นที่ หรือห้ามเข้าพื้นที่ ทั้งที่องค์การพิทักษ์สยามได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าแล้วว่า จะเป็นที่ทางผ่าน และพื้นที่ชุมนุมตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 นั้น รัฐบาลได้ทำขัดหรือละเมิดต่อรัฐธรรมนูญมาตรานี้หรือไม่
แต่สิ่งที่มีอยู่ในวันนี้ และน่าจะพร้อมที่จะอุบัติขึ้นในทันทีที่เงื่อนไขสุกงอม ก็คือมวลชนอันหลากหลายที่เปิดหน้าออกมาแล้ว ภายหลังองค์การพิทักษ์สยายได้พยายามรวบรวมเข้าไว้ด้วยกัน จนก่อรูปขึ้นมาได้เรือนหมื่นคน (อาจจะเป็นแสนหากทอดเวลาการชุมนุมออกไป) แม้ออกจะผิดหวังอยู่บ้างกับการชุมนุมที่จบลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็แจ่มชัดในพลังที่มีอยู่
บ้านเราอาจจะยังไม่เคยมีปรากฏการณ์พลังมวลชนล้มไล่รัฐบาลสำเร็จ แต่เพียงแค่ทำให้สำนึกของรัฐบาลรับรู้อยู่ตลอดเวลาว่า มีมวลชนที่พร้อมจะออกมาต่อต้าน ขับไล่ หากเมื่อใดพบว่า รัฐบาลไม่ได้ทำเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ นี่ก็น่าจะนับได้ว่า "ความสำเร็จ" แล้วไม่ใช่หรือ
.......................................
(หมายเหตุ เสธ.อ้ายไป..แล้ว...อะไรยังอยู่ : คอลัมน์ ขยายปมร้อน โดย... เอ๊ด ภิรมย์)



