
สร้างความสมดุลค่าแรง300บาท
สร้างความสมดุลค่าแรง300บาท : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 3 ธ.ค.2555
รัฐบาลยังคงเดินหน้าข้อยุติในมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทั่วประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2556 โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ตกเป็นเป้าของการช่วยเหลือครั้งสำคัญนอกเหนือจากการขยายระยะเวลาอีก 1 ปีของ 11 มาตรการเดิมที่ใช้กับ 7 จังหวัดนำร่องไปก่อนหน้านี้ ซึ่งถูกมองว่าเพียงพอต่อการรองรับในระดับหนึ่ง แต่จะไม่เพียงพอกับผู้ประกอบการบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กที่อาจต้องพิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นรายกลุ่ม เช่น กลุ่มสิ่งทอ และรองเท้า เป็นต้น
การหารือระหว่างกระทรวงการคลัง พาณิชย์ แรงงาน สภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมใน 6 ด้าน ทั้งการลดการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนของฝ่ายนายจ้างจาก 5% ลงไปเหลือ 4% ซึ่งเอกชนเสนอให้ลดเหลือ 2.5% เป็นระยะเวลา 3 ปี และการลดอัตราภาษี ค่าธรรมเนียมต่างๆ เพิ่มเติม ซึ่งคงมีการหาข้อสรุปกันอีกครั้งภายในเดือนธันวาคมนี้ และหากต้องมีมาตรการเยียวยาเพิ่มเติมก็จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว
แม้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะใช้ศัพท์การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในครั้งนี้ ว่าเป็นการเปลี่ยนสมดุลของการกระจายรายได้ แต่ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงความเข้าใจและการแปลความหมายจากหลายฝ่ายที่มองว่าเป็นนโยบายประชานิยม ที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศหาเสียงไว้ก่อนเข้ามาบริหารประเทศ จึงต้องเร่งดำเนินการแบบไปตายเอาดาบหน้าเพื่อให้แล้วเสร็จหรือผ่านพ้นไปก่อนค่อยหามาตรการมารองรับภายหลัง เพราะผู้ที่แบกรับความเดือดร้อนคือภาคเอกชนเป็นลำดับแรก ซึ่งอาจรุนแรงถึงปิดกิจการตามมา นอกเหนือจากการขึ้นราคาสินค้าที่ประชาชนต้องแบกรับภาระ
ต้องยอมรับว่าปัจจุบันค่าแรงรายวันต่ำมากจนแทบจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะหากแรงงานต้องมีภาระเลี้ยงดูคนในครอบครัว ขณะที่ฝ่ายนายจ้างเองคงจะไม่เห็นด้วยเพราะการเพิ่มค่าแรงในครั้งนี้จะเป็นแบบก้าวกระโดด ซึ่งจะเพิ่มขึ้นทีเดียวประมาณร้อยละ 40 (คือใช้ระดับค่าจ้างขั้นต่ำในกรุงเทพฯ ที่ 215 บาทเป็นระดับอ้างอิง) ซึ่งปกติที่ผ่านมาอัตราการเพิ่มของค่าจ้างขั้นต่ำไม่เคยสูงกว่าร้อยละ 5 ดังนั้น ย่อมกระทบต่อนายจ้างหรืออุตสาหกรรมที่จ้างแรงงานไร้ฝีมือจำนวนมาก
จากวิกฤติปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก อีกทั้งพิบัติภัยได้ส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดการชะลอตัว การปรับค่าจ้างขั้นต่ำเปรียบเสมือนการซ้ำเติมสถานการณ์ให้ย่ำแย่ไปอีก เนื่องจากปัจจุบันการแข่งขันของตลาดการค้าทั่วโลกเป็นไปอย่างรุนแรง ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งหามาตรการรองรับเพื่อให้เกิดความสมดุลทุกฝ่าย ไม่เพียงแค่สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ใช้แรงงาน จนปล่อยปละละเลยผู้ประกอบโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่เสียเปรียบเรื่องต้นทุนการขนส่งสินค้าและการพัฒนาแรงงาน นอกจากจะทำให้เกิดการย้ายฐานผลิตมาในพื้นที่รอบกรุงเทพมหานครแล้ว บางรายอาจจะย้ายไปตั้งโรงงานในประเทศเพื่อบ้านที่ต้นทุนการผลิตถูกกว่าส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต



