คอลัมนิสต์

หลงทางในเขาวงกต

หลงทางในเขาวงกต

28 พ.ค. 2552

เป็นเวลาเกือบครึ่งปีแล้วที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารราชการบ้านเมือง ภารกิจหลักอย่างหนึ่งของรัฐบาล คือ การพาประเทศให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจแต่ก็ไม่สู้สัมฤทธิผล

ชาวบ้านส่วนมากเกิดความรู้สึกเสมือนเดินตามคนนำทางที่พาวกวนอยู่ในเขาวงกต ทำท่าว่าจะพบทางออกแล้วก็เหลวทั้งเพ

 พฤติกรรมของรัฐบาลที่จะแก้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยการเอาเงินออกหว่าน (ตามแบบฝรั่ง) ก็ยังไม่ส่งผลใดๆ ให้เห็นได้ชัด รัฐบาลกลับดูดเงินจากประชาชนไปด้วยวิธีการขึ้นภาษีตั้งแต่ภาษีบาปจนถึงภาษีน้ำมัน ซึ่งเป็นของจำเป็นและเป็นปัจจัยสำคัญทางเศรษฐกิจ

 เรื่องนี้แม้จะเป็นความจำเป็นและถูกต้อง แต่ก็ทำให้ชาวบ้านงงๆ ว่ารัฐบาลแก้วิกฤติเศรษฐกิจได้ถูกทางหรือไม่ ถึงกับรัฐมนตรีคลังถูกถามในหน้าจอทีวี

 ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจคือ “เงิน” ซึ่งเปรียบเสมือนโลหิตที่หล่อเลี้ยงร่างกายมนุษย์ โลหิตจางหรือเลือดหมุนเวียนไม่ดี คนผู้นั้นก็อาจจะป่วยเจ็บได้ ในเมืองไทยขณะนี้มีปรากฏการณ์ทางการเงินที่พวกเราชาวบ้านไม่ค่อยจะเข้าใจ

 ในเมืองฝรั่งนั้น ธนาคารชาติเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด โดยถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเมื่อใดก็มีผลกับวงการเงินทั่วไป แต่ในเมืองไทยนั้นไม่ได้เป็นไปตามเขา ธนาคารชาติคงพิจารณาว่าอยากจะลดต้นทุนให้แก่ธุรกิจในยามเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ จึงได้ประกาศลดอัตรา ดอกเบี้ยอ้างอิง โดยลดต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนนี้ไปถึง 2.50% ซึ่งนับว่าสูงโดยหวังว่าธนาคารจะลดดอกเบี้ยเงินกู้ช่วยเหลือธุรกิจในยามลำบากนี้ไปได้บ้าง ธนาคารต่างๆ พากันขานรับอย่างขมีขมันโดยลดดอกเบี้ยเงินฝากลงจนเกือบจะไม่เหลือโดยลดลงไปไม่ถึง 1% แต่ดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้นั้นลดลงไปเพียงเล็กน้อย ทำให้ส่วนต่างที่เรียกว่า “สเปรด” ยิ่งถ่างมากไปกว่าเดิมจนเกือบจะสูงที่สุดในโลก  ธนาคารชาติก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้แต่เรียกประชุมพอให้เป็นข่าว นี่คือประเทศไทย

 จากการดำริริเริ่มตามแบบฝรั่งของแบงก์ชาติด้วยการลดดอกเบี้ยหลายหนมาแล้วนั้น แบงก์ชาติได้ออกมาพูดเองว่า ดอกเบี้ยชาวบ้านได้หดหายไปถึง 76,000 ล้านบาท (ช่วงแค่เดือนมกราคม-เมษายน 2552) คนแก่คนเฒ่าผู้ที่เกษียณและอาศัยประทังชีวิตอยู่ด้วยดอกเบี้ยจากเงินออมชั่วชีวิตของเขาจึงต้องเดือดร้อนอย่างช่วยไม่ได้

 ด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่ต่ำจนติดดิน จึงทำให้ผู้ฝากเงินบางรายถอนเงินไปลงทุนอย่างอื่น เช่น นำไปเล่นหุ้นหรือไปซื้อกองทุนรวม ซึ่งตามตัวเลขปรากฏว่ายอดกองทุนรวมเพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้วถึง 2 แสนล้านบาท และเงินที่เข้าไปในตลาดหุ้นเป็นหมื่นล้าน แต่ที่แปลกก็คือเงินฝากธนาคารกลับมียอดจำนวนสูงขึ้นถึง 6.5 ล้านล้านบาท แสดงว่าเมืองไทยยังมีคนรวยๆ อีกมาก...

สภาพคล่องในระบบธนาคารก็ยังเกินอยู่ประมาณ 2 ล้านล้านบาทเศษ แต่ธุรกิจหลายแห่งกลับขาดสภาพคล่องเพราะธนาคารไม่ยอมปล่อยเงินอ้างว่ากฎเกณฑ์แบงก์ชาติเข้มงวด แบงก์ชาติก็ว่าธนาคารพาณิชย์ระวังตัวจัดเกินไปไม่ยอมปล่อยเงิน

เรื่องราวเหล่านี้ชาวบ้านทั่วๆ ไป รวมทั้งตัวผมก็ได้แต่งงๆ แต่รัฐบาลจะงงตามไม่ได้จะต้องหาทางออกให้ได้

นายหนูใหญ่
 [email protected]