คอลัมนิสต์

พรรคการเมืองอีกแล้วครับท่าน

พรรคการเมืองอีกแล้วครับท่าน

28 พ.ค. 2552

ผมคิดว่าสังคมการเมืองไทยกำลังเผชิญกับสิ่งท้าทายประการสำคัญกับเรื่องพรรคการเมืองอยู่ 3 ประการ

1. เราจะพัฒนาพรรคการเมืองอย่างไรให้พรรคการเมืองนั้นส่งเสริมประชาธิปไตย
 2. เราจะจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับองค์กรและสถาบันทางการเมืองอื่นๆ อย่างไร
 3. เราจะไปให้พ้นจากวิธีคิดเรื่องประชาธิปไตยที่มีพรรคการเมืองเป็นศูนย์กลางของระบบอย่างไร

 ประการที่หนึ่ง ยังมีคนจำนวนมากที่เชื่อ (และรัฐธรรมนูญเองก็เชื่อเช่นนั้น) ว่าพรรคการเมืองนั้นเป็นองค์กร-สถาบันทางการเมืองที่สำคัญต่อประชาธิปไตย พวกเขาจึงพยายามที่จะจัดตั้งพรรคการเมือง และทางระบบการเมืองเองก็คาดหวังให้มีพรรคการเมืองที่มีคุณภาพ มีอุดมการณ์ และมีนโยบาย อาทิ การสร้างกฎหมายให้สมาชิกสภาต้องสังกัดพรรคจะต้องมีสมาชิกพรรค จะต้องมีการประชุมและจัดกิจกรรมพรรค จะต้องส่งผู้แทนลงสมัครจำนวนหนึ่ง

 คำถามก็คือ ในกระบวนการพัฒนาพรรคการเมืองเหล่านี้ สามารถพัฒนาการพรรคการเมืองได้จริงไหม หรือว่ายิ่งทำก็ไม่สามารถพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นไปตามอุดมคติ เพราะพรรคอุดมคติไม่เคยเกิด หรือพรรคอุดมคติที่ต้องการการสนับสนุนไม่เคยได้รับการเลือกตั้ง และถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะใช้วิธีอะไรในการพัฒนาพรรคการเมือง

 ประการที่สอง พรรคการเมืองนั้นจะมีความสัมพันธ์กับสถาบันทางการเมืองอื่นๆอย่างไร อาทิ พรรคการเมืองกับการเมืองภาคประชาชน อาทิ การเมืองภาคประชาชนจำเป็นต้องพัฒนาเป็นพรรคการเมืองไหม หรือ พรรคการเมืองควรมีสมาชิกไปเป็นแกนนำขบวนการประชาชนไหม และจะทำงานร่วมกันอย่างไรในเชิงการนำเสนอนโยบาย ไม่ใช่แค่เอาการเมืองประชาชนมาล้อมทำเนียบ

 หรือล้อมสภา นอกจากนี้ ขบวนการภาคประชาชนจะสามารถติดตามตรวจสอบการทำงานของพรรคการเมืองอย่างไร และจะสัมพันธ์กันในเชิงการกำหนดกฎหมายอย่างไร เช่นการริเริ่มกฎหมายจากภาคประชาชนจะเข้าสู่สภาผ่านความร่วมมือของประชาชนอย่างไร

 ประการที่สาม เราจะมีประชาธิปไตยที่ไม่ต้องมีพรรคการเมืองได้หรือไม่? คำถามนี้เป็นคำถามที่ดูเหมือนหลุดโลก แต่เอาเข้าจริงเคยมีหลายครั้งที่การเลือกตั้งของไทยไม่ต้องสังกัดพรรค หรือมีการลดอำนาจพรรคการเมืองลง ผ่านการเมืองแบบแต่งตั้ง หรือยิ่งลดอำนาจพรรคการเมือง หรือการเมืองแบบ เอสเอ็มเอส การเมืองแบบโพลล์ การเมืองแบบคนดี การเมืองแบบประชามติ

 ฮ่าฮ่า หรือสุดท้าย เราจะต้องมีพรรคการเมืองไว้ "ดูเล่น" และทำให้พรรคการเมืองนั้น "เชื่อง" หรือเลวๆ ห่วยๆ แบบรับได้ ที่คำไทยเรียกว่า "น่ารัก-น่าชัง"