
เรื่องจริงที่ต้องสานต่อ
เรื่องจริงที่ต้องสานต่อ : บทบรรณาธิการประจำวันที่30พ.ย.2555
เป็นไปตามคาดหมายทุกประการว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 3 คน ประกอบด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีกลาโหม และ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ต่างลอยลำผ่านการลงมติไม่ไว้วางใจด้วยคะแนนท่วมท้น แต่เป็นเพราะพรรครัฐบาลครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าเป็นเพราะทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ใช้ความสามารถนำหลักฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้มาหักล้างข้อกล่าวหาของ ส.ส.ฝ่ายค้าน สอดคล้องกับผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จัดทำโดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ในหัวข้อ “ประชาชนคิดอย่างไรต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล” พบว่าส่วนใหญ่มองว่าทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ไม่สามารถชี้แจงได้ชัดเจนและตรงประเด็น
เชื่อว่าถ้าหากให้ประชาชนผู้ชมการถ่ายทอดสดการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ได้ลงคะแนนเสียงนอกสภาแล้ว ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ นพ.วรงค์ เดชวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ คงจะได้คะแนนเสียงท่วมท้น ได้ครองตำแหน่งขวัญใจประชาชน จากการทำหน้าที่ได้ดียิ่งเหนือความคาดหมายและเหนือคำปรามาสของหลายฝ่าย เมื่อสามารถขุดคุ้ยค้นหาหลักฐานที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนมายืนยันการทุจริตของรัฐบาลในโครงการประชานิยมหลายโครงการ รวมไปถึงโครงการจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบจีทูจีที่ฉาวโฉ่มาตั้งแต่แรก ฉีกหน้าแม้กระทั่งวงการสื่อสารมวลชนที่ไม่สามารถขุดคุ้ยอย่างเป็นระบบและเจาะลึกได้ถึงขนาดนี้ ทั้งในเรื่องของเส้นทางการเงิน บริษัทผีที่เป็นนายหน้าขายข้าว หรือการเปิดตัวละครสำคัญหลายคนด้วยกัน
โดยกระบวนการสืบค้นสืบหาข้อมูลและหลักฐานยืนยันการทุจริตโครงการประชานิยมของรัฐบาลนั้นผ่านการวางแผนล่วงหน้าเป็นอย่างดีนับตั้งแต่รัฐบาลเตรียมระบายข้าวตามโครงการจีทูจี อีกทั้งเต็มไปด้วยความเสี่ยงต่ออันตรายรอบด้านหากแผนการเกิดรั่วไหล การต้องปลอมตัวลงพื้นที่หาทางคลุกคลีกับชาวนาหรือเด็กในโรงสี จนเห็นปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเองหรือผ่านคำบอกเล่าของคนในพื้นที่หรือในวงการ ที่สำคัญก็คือได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ในสถาบันการเงิน ข้าราชการ โรงสี ชาวบ้านในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาตรวจสอบความถูกต้อง
เห็นได้ชัดว่ากระบวนการตรวจสอบนี้ไม่ได้เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่พึงกระทำเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเช่นกันที่จะต้องนำข้อมูลที่ได้นี้ไปสานต่อเพื่อกระชากตัวผู้ที่มีส่วนร่วมในขบวนการทุจริตคอร์รัปชั่นมาลงโทษให้ได้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติไม่ให้ย่อยยับจากการทุจริตคอร์รัปชั่นที่แทรกซึมไปทุกวงการด้วยวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่สื่อมวลชนเองก็ควรย้อนกลับมาทบทวนบทบาทหน้าที่ของสื่อที่ดีใหม่ ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านเพียงกลุ่มเดียวอย่างที่เห็นกันอยู่



