
ในวันที่จิตลอย
ไม่มีการรวบรวมไว้เป็นสถิติอย่างเป็นทางการ แต่พออนุมานได้ว่าการฆ่าตัวตายของตำรวจมักมีความรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป
กล่าวคือมีการใช้อาวุธปืนยิงตัวเองและคนรอบข้าง หรือพูดได้ว่าในบรรดาคนฆ่าตัวตายด้วยอาวุธปืนมักเป็นตำรวจเสียส่วนใหญ่
แตกต่างจากคนทั่วไปที่มักจะแสวงหาหนทางไปสู่จุดจบ ด้วยการผูกคอตาย กระโดดน้ำ กระโดดตึก กินยา หรือสารเคมี ฯลฯ
สิ่งที่อยากจะพูดถึง คือ ปัจจัยเรื่องของอารมณ์ จิตใจ และการควบคุม
คนทุกคนล้วนมีปัญหาส่วนตัวมากน้อยแตกต่างกันไป วิธีแก้ปัญหาก็แตกต่างตามไปด้วย ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะ ประสบการณ์ การเรียนรู้ในอันที่จะผ่านพ้นปัญหาเหล่านั้นไปให้ได้
ปัญหาหนึ่งของตำรวจที่แก้ไม่ตกและมีการพูดถึงกันบ่อยมาก นั่นคือเรื่องของเงินเดือน ตำรวจส่วนใหญ่มีรายได้น้อยไม่พอรายจ่าย ไหนจะค่าบ้าน ค่ารถ ค่าเล่าเรียนบุตร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกจิปาถะ ถึงแม้บางคนจะมีเงินปันผลนอกระบบก็ยังต้องจ่ายภาษีสังคม ด้วยการแลกกับการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินมือ
ประกอบกับเป็นอาชีพที่ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชน จึงเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้ในปัญหาของคนอื่นด้วย ดังนั้น หากตำรวจคนไหนไม่มีวิธีควบคุมอารมณ์และจิตใจให้อยู่ในสภาพปกติแล้ว ปัญหาเล็กๆ อาจจะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้
ยิ่งคนไหนกินเหล้าเป็นอาจิณ ปล่อยให้ปีศาจสุราครองตนเหนือสติแล้ว ก็ยิ่งทำให้ปัญหานั้นดูเหมือนจะอับจน หาทางออกไม่ได้
สุดท้ายก็ใช้อาวุธปืนประจำกายยิงตัวตาย เพื่อตัดปัญหา ไม่ใช่แก้ปัญหา
ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดถึงเรื่องการอบรมศีลธรรมให้ตำรวจ มาวันนี้ผมก็อยากฝากให้ผู้นำตำรวจให้ความสำคัญกับเรื่องภาวะทางจิตของตำรวจด้วย
จะประสานโรงพยาบาลด้านจิตเวช ในส่วนกระทรวงสาธารณสุข หรือนักจิตวิทยาตามสถาบันการศึกษา มาช่วยตรวจสอบและวัดสุขภาพจิตของตำรวจ จะ 3 เดือนครั้งหรือ 6 เดือนครั้งก็ได้ แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ
จะได้รู้ว่าสุขภาพจิตของแต่ละคนเป็นอย่างไร คนไหนมีปัญหาจะได้ให้คำปรึกษาแนะนำได้ถูกและทันท่วงที เพราะที่ผ่านมามักทำเป็นช่วงๆ นานๆ ครั้ง ไม่ต่อเนื่องและไม่ทั่วถึง
ดีกว่าปล่อยให้ตำรวจจิตลอยอยู่ใกล้ชิดประชาชน จนเป็นข่าวใช้ความรุนแรงเกินเหตุ หรือจบชีวิตตัวเองและครอบครัว อย่างที่มีอยู่เกลื่อนหน้าหนังสือพิมพ์อย่างทุกวันนี้
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



