
พรรคพันธมิตร
ก็ชัดเจนดีสำหรับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่โหวตกันท่วมท้นให้ตั้งพรรคการเมือง
ยังเหลือก็แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่แม้เสียงเรียกร้อง เสียงสนับสนุนล้นหลาม แทบจะเรียกได้ว่า 100% แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่า เอาเข้าจริง สนธิ ที่ประกาศบนเวทีว่า ยังตายไม่ได้ ยังต้องอยู่ชดใช้กรรมนั้นจะรับปากรับคำขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่
การเป็นผู้นำการชุมนุมไม่ใช่ใครก็เป็นได้ ยิ่งการชุมนุมยาวนาน 193 วัน โดยที่ผู้ชุมนุมหลอมรวมใจปักหลักต่อสู้ไม่หนีหาย แม้จะเห็นเพื่อนพ้องถูกทำร้าย ถูกฆ่าตายแทบจะรายวัน
แต่การเป็นหัวหน้าพรรคพันธมิตร น่าจะเป็นยากกว่าผู้นำการชุมนุม
โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองต้องการการเยียวยา ต้องการใจที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่ง
พูดง่ายๆ ไม่ต้องการแบ่งเป็นสีเหลือง หรือสีแดง แม้กระทั่งสีน้ำเงิน ที่สมมติกันขึ้นมาเพื่อจำแนกแยกฝ่าย
แน่นอนว่า ถ้าเป็นคนเดินถนนทั่วไป ก็ไม่ต้องไปยี่หระ กับการแบ่งแยกเหล่านั้น...คิดได้ไม่ผิดว่า เดี๋ยวพวกมันก็เลิก ไปทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง หรืออาจคิดไปว่า เดี๋ยวแม้วมันเซ็ง มันเบื่อมันก็หยุดเองแหละ
คนทั่วไปคิดได้ แต่คนที่คิดจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้แทน เป็นปากเป็นเสียงให้แก่ชาวบ้าน ถ้าคิดแบบนั้น ก็เท่ากับเริ่มทำร้ายบ้านเมืองด้วยมือของตัวเอง
ภารกิจของพรรคการเมืองและผู้นำพรรคการเมืองที่บอกว่า จะสร้างการเมืองใหม่นั้น ต้องไม่ละเลยการสร้างจิตสำนึกร่วมกันของประชาชน
ถึงจะทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันไม่ได้ แต่ก็ต้องปลุกเร้า เรียกร้องให้คนส่วนใหญ่ยุติการแบ่งแยก แบ่งสี
ที่สำคัญเลิกคิดเลิกแสดงท่าทีรังเกียจเหยียดหยามสีนั้นสีนี้
รู้จักให้อภัยแก่ผู้อื่น เหมือนเมื่อครั้งหนึ่งที่เคยกราบวิงวอนให้คนอื่นอภัยแก่ตน
การตัดสินใจในวันนี้นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับกลุ่มพันธมิตร ที่จะก้าวสู่การเมืองแบบเต็มตัว เพราะเป็นช่วงเวลาที่ยังไม่มีกำหนดว่าจะมีการเลือกตั้ง ก็เป็นโอกาสให้ได้พิสูจน์ถึงความจริงใจ และความมุ่งมั่นที่จะไปสู่จุดหมายที่วางเอาไว้...โดยมีชาวบ้านให้การยอมรับ
แน่นอนว่า ย่อมไม่ใช่แค่คนเสื้อเหลือง หรือเสื้อน้ำเงิน เสื้อแดง
ถ้าคิดได้อย่างที่ว่านี้แล้ว สิ่งแรกที่ต้องใคร่ครวญเป็นอันดับแรก ก็คือ ชื่อพรรคนั่นแหละ
เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ลงได้ชื่อพรรคที่สื่อถึงการแบ่งแยกแล้ว ต่อให้คนในพรรคทำให้ตาย บ้านเมืองก็ยังแตกแยกกันอยู่ดี...แล้ว "การเมืองใหม่" มันจะมีประโยชน์อันใด



