คอลัมนิสต์

โหวตผ่านไม่ใช่การันตีโปร่งใส

โหวตผ่านไม่ใช่การันตีโปร่งใส

29 พ.ย. 2555

โหวตผ่านไม่ใช่การันตีโปร่งใส : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 29 พ.ย.2555

              สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจเเละยื่นถอดถอนรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลไปแล้ว โดยคะแนนมีผลออกมาอย่างที่คาดหมายกันไว้ เพราะรัฐบาลและพรรคร่วมมีเสียงท่วมท้น คะแนนจึงลอยลำแบบไม่มีลุ้น ปรากฏว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้คะแนนไว้วางใจ 308 เสียง ไม่ไว้วางใจ 159 เสียง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ไว้วางใจ 287 เสียง ไม่ไว้วางใจ 157 เสียง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ไว้วางใจ 284 เสียง ไม่ไว้วางใจ 160 เสียง และพล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.มหาดไทย ไว้วางใจ 284 เสียง ไม่ไว้วางใจ 182 เสียง ถ้าพิจารณาจากคะแนนไม่ไว้วางใจก็จะเห็นว่า มีการโหวตเพิ่มจากที่ฝ่ายค้านลงชื่อยื่นญัตติ 157 คน เป็นส่วนพรรคประชาธิปัตย์ 155 คน และพรรครักประเทศไทย 2 คน

              ตลอด 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 25-27 พฤศจิกายน สังคมได้รับชมและรับฟังการซักฟอกครั้งนี้ ต่างได้เห็นพฤติกรรมของผู้แทนประชาชนว่าเป็นอย่างไร ใครยังคงมีความประพฤติน่าอดสู มีกิริยาอาการก้าวร้าว หรือพูดจาไม่รู้เรื่อง ก็จะได้รับรู้กันชัดไป ขณะที่ฝ่ายค้านถือว่าทำหน้าที่ในการตรวจสอบได้ดีพอสมควร มีการนำข้อมูลหลักฐานมาแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ที่ชี้ไปในทางว่ามีพิรุธและส่อไปถึงความไม่โปร่งใส และน่าจะเชื่อมโยงกับฝ่ายบริหารบ้านเมือง อย่างกรณีโครงการรับจำนำข้าวที่เปิดปมการตบตาซื้อขายระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ที่มีการไปเปิดบริษัทที่ประเทศจีนเข้ามาซื้อข้าวไทย รวมถึงรายชื่อบุคคลในบริษัทแห่งนี้ไปพัวพันกับคนของรัฐบาล และจุดสำคัญ การเบิกถอนแคชเชียร์เช็คที่ชวนให้สงสัยว่ามีขบวนการทุจริตจริงใช่หรือไม่

              เช่นเดียวกับโครงการฟื้นฟูและเยียวยาน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาท ของปี 2555 มีการยักยอกหักหัวคิวกันจำนวนมาก งบประมาณเหลือตกไปถึงท้องถิ่นและประชาชนไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย บางพื้นที่เสนอโครงการซ่อมแซมถนนได้รับเงินไปแล้ว แต่ปรากฏไม่มีการซ่อมแซม และข้อมูลยังลงลึกถึงขนาดพบบริษัทเอกชนที่มีนักการเมืองเป็นเจ้าของได้รับจัดจ้างมากถึง 43 โครงการ ทั้งที่เป็นบริษัทเพิ่งจดตั้งเมื่อต้นปีนี้เอง และมีทุนจดทะเบียนแค่ 1 ล้านบาท อีกทั้งกรรมการบริษัทกลับมีบุคคลที่มีนามสกุลเดียวกับรัฐมนตรีคนหนึ่ง ยังไม่นับรวมโครงการอื่นๆ ที่ฝ่ายค้านไปตรวจสอบนำมาอภิปราย ที่พบว่าเบื้องหลังเอกชนที่เข้ามารับงานจากรัฐ ล้วนเป็นเครือญาติ คนใกล้ชิดของรัฐมนตรี มีเส้นสายโยงใยที่เห็นความผิดสังเกตที่อาจจะเอื้อประโยชน์ให้กัน

              การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จะว่าไปแล้ว ในภาพรวมการชี้แจงไม่สามารถจะเคลียร์ข้อกล่าวหาตามข้อมูลที่ถูกนำมาเปิดเผยได้อย่างกระจ่างชัด จริงอยู่การโหวตแม้จะผ่านพ้นไปตามระบบการตรวจสอบของสภา แต่ด้วยเสียงข้างมากลากกันไป และนั่นไม่ใช่เครื่องการันตีว่าไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น ดังนั้นการตรวจสอบไม่ควรจะจบลงเพียงแค่ขั้นตอนนี้เท่านั้น เพราะคงจะหารัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารที่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตยหรือความรับผิดชอบสูงเหมือนอย่างในต่างประเทศได้ ที่กล้าหาญพอจะลาออกจากตำแหน่ง จึงควรต้องเดินหน้าให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงได้ไต่สวนต่อไป ซึ่งฝ่ายค้านก็จะยื่นให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ และนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำก็ต้องมีความกล้าเช่นกันที่จะลงมือจัดการปัญหาทุจริตอย่างจริงจัง