คอลัมนิสต์

ตำรวจกับการเมืองเรื่องม็อบ

ตำรวจกับการเมืองเรื่องม็อบ

28 พ.ย. 2555

ตำรวจกับการเมืองเรื่องม็อบ : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

              “สงสารทั้งตำรวจและผู้ชุมนุมที่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้มีอำนาจ” นายตำรวจแสดงทัศนะพร้อมโชว์ภาพถ่าย ตำรวจนอนล้มอยู่กับพื้นในขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมกำลังใช้ไม้ตีตำรวจ

              ภาพนี้ถูกส่งต่อกันอย่างแพร่หลาย เช่นเดียวกันกับภาพที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม เสียงวิพากษ์วิจารณ์แตกต่างกันไปตามมุมมองและประสบการณ์ของแต่ละบุคคลหรือกลุ่มบุคคล หากแต่มีประเด็นที่น่ายินดีและสะท้อนให้เห็นถึง “ศักยภาพของตำรวจไทยในการเรียนรู้และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม” จากการชุมนุมในครั้งนี้อย่างเห็นได้ชัด รวมถึงประชาชนคนไทยด้วย

              คนไทยเรียนรู้ที่จะมองปรากฏการณ์อย่างลึกถึงเบื้องหลังที่โยงใยอยู่ภายใต้ความขัดแย้ง ไม่เพียงแต่การหาเหตุผลเข้าข้างพวกที่มีความคิดเดียวกัน หากแต่ตั้งคำถามถึง เหตุที่มาของความขัดแย้งจนทำให้คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในระดับปฏิบัติต้องปะทะกับประชาชนคนไทยซึ่งไม่ใช่คู่ขัดแย้งตรง...การตีกัน ทำร้ายกันระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุมนั้นไม่ควรจะต้องเกิดขึ้น แต่ทำไมมันจึงเกิดขึ้น? ใครหรือกลุ่มใดอยู่เบื้องหลัง?

              แม้กระทั่งกลุ่มคนที่แสนเกลียดตำรวจอยู่เดิมก็ยังตั้งคำถามโดยมีสมมติฐานที่แตกต่างจากที่ผ่านมา เช่นว่า “ทำไมตำรวจต้องยกกำลังพลจำนวนมากขนาดนั้นมาเตรียมการตั้งรับการชุมนุมในครั้งนี้ เขาอยากมาหรือจำใจมา หรือแม้กระทั่ง การแสดงความคิดว่านี่แหละการเป็นข้าราชการประจำก็จะต้องทำตามคำสั่งของนักการเมือง ถึงแม้ว่าจะไม่อยากทำ”

              ในฝ่ายของตำรวจเองก็พัฒนากระบวนการบริหารจัดการและยุทธวิธี “จะต้องไม่มีเหตุการณ์เหมือนปี 52” นายตำรวจให้ความเห็นเกี่ยวกับความพยายามที่จะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการทำงานรักษาความสงบเรียบร้อยของการชุมนุมและสร้างความมั่นใจเพื่อไม่ให้ผู้ปฏิบัติเสียขวัญในขณะทำหน้าที่ “ถ้าไม่มีกฎหมายรองรับตำรวจจะเจ็บเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา” นายตำรวจขยายความคำว่า “เจ็บ” ซึ่งมีความหมายมากกว่าเพียงแค่การเจ็บตัวและให้ความหมายถึงการขาดความมั่นคงในหน้าที่การงานอย่างไม่เป็นธรรม

              ในเมื่อตำรวจปรับตัว ปรับวิธีคิด ปรับแผนการทำงานอย่างมีระบบมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การคำนึงถึงขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานเป็นหลัก” ย่อมทำให้การทำหน้าที่เป็นไปอย่างเข้มแข็งกว่าในทุกครั้งที่ผ่านมา

              ยุทธศาสตร์การทำงานขององค์กรตำรวจในครั้งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตำรวจไทยมีศักยภาพที่จะยืนอยู่โดยคำนึงถึงภารกิจขององค์กรตำรวจท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการเมือง และความพยายามใช้อำนาจที่มิชอบจนเกิดความขัดแย้งทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีจุดยืนมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา

              ภาพการแสดงความขอบคุณตำรวจผู้ปฏิบัติงานของเหล่าบรรดาผู้นำตำรวจรวมไปถึงการตรวจเยี่ยมตำรวจผู้ได้รับบาดเจ็บที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชนเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการปรับแผนการสื่อสารกับสังคมถึงผลการทำหน้าที่ของตำรวจซึ่งแตกต่างจากวัฒนธรรมการประชาสัมพันธ์องค์กรที่มักใช้เพียงพระเอกจอแก้วออกมาแถลงข่าวแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ให้ความรู้สึกและประสบการณ์ถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีม ชนิดลูกน้องทำตามนายเช่นเดียวกับนายที่ดูแลห่วงใยลูกน้องเคียงข้างกัน ลบภาพลักษณ์นายทำตามคำสั่งนักการเมือง เดินตามนักการเมืองโดยไม่สนใจขวัญและกำลังใจของลูกน้องได้เป็นอย่างดี

              ในเมื่อตำรวจเรียนรู้และไม่ยอมเจ็บต่อไปอีกแล้ว...ผู้ชุมนุมก็ควรจะต้องเรียนรู้และไม่ยอมที่จะเจ็บโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือ ดูแลเช่นเดียวกัน

              ในครั้งนี้ผู้นำตำรวจสอบผ่านในบทบาทยุทธศาสตร์การชนะใจผู้ใต้บังคับบัญชาจนสามารถนำทีมทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

              บทท้าทายของผู้นำตำรวจก้าวต่อไปคือ ยุทธศาสตร์การเอาชนะใจกลุ่มผู้ชุมนุม...การตอบคำถามให้ได้ว่า...ทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดภาพตำรวจทำร้ายผู้ชุมนุมและผู้ชุมนุมไม่ทำร้ายตำรวจเช่นกัน? ในเมื่อโดยแท้จริงแล้วประเด็นการชุมนุมมิใช่การที่ประชาชนไม่พอใจตำรวจ ดังนั้น จึงไม่ควรให้สถานการณ์การชุมนุมต้องทำให้ประชาชนเห็นตำรวจเป็นฝ่ายตรงข้ามมิใช่หรือ?