คอลัมนิสต์

ใช้กฎหมายจัดระเบียบม็อบ

ใช้กฎหมายจัดระเบียบม็อบ

28 พ.ย. 2555

ใช้กฎหมายจัดระเบียบม็อบ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 28 พ.ย.2555

              การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม นำโดยพล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ จบลงได้ด้วยดี ถึงแม้จะมีการปะทะกันบ้างระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับประชาชนผู้ร่วมชุมนุมก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครเสียชีวิต มีเพียงบางส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ อุณหภูมิการเมืองลดฮวบอย่างรวดเร็ว แทบจะเรียกว่า ไม่มีผลกระทบต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านในวันถัดมาเลยด้วยซ้ำ ไม่มีเหตุการณ์ป่วนเมืองตามที่หลายฝ่ายกังวล ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกำลังเจ้าหน้าที่ยังคงตรึงและสกัดกั้นมือที่สามอยู่เต็มพื้นที่ชั้นในและขยายไปถึงปริมณฑล ทำลายจังหวะปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีก่อเหตุ

             ครั้งนี้อาจเป็นเพราะรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร ในพื้นที่การชุมนุมระหว่างวันที่ 22-30 พฤศจิกายน ทำให้บรรดาสายเหยี่ยวต่างๆ ไม่กล้าขยับตัว พร้อมๆ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีกฎหมายเป็นเครื่องมือในการควบคุมฝูงชน เหตุปาแก๊สน้ำตาช่วงเช้าและบ่ายบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ก็เป็นหนึ่งในมาตรการสกัดกั้นที่ถูกนำมาใช้อย่างได้ผลและไม่เกิดการสูญเสีย ถึงแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำเกินกว่าเหตุก็ตาม ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชุมนุมที่พยายามบุกเข้าไปในพื้นที่หวงห้ามตามประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็ถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน  
 
              การใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด ต้องถือเป็นจุดเริ่มต้นของการควบคุมฝูงชนจากนี้ไป เนื่องด้วยประเทศไทยหลายปีที่ผ่านมา มีเหตุชุมนุมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง และเกิดความรุนแรงทุกครั้งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ทำให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้าไม่ได้ เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนหายไป เพราะนักลงทุนขาดความมั่นใจในเสถียรภาพรัฐบาลและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดของกระบวนการยุติธรรมไทย ไล่เรียงมาตั้งแต่ยุคที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยการปิดสนามบิน หรือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่มีเหตุเผาบ้านเผาเมือง แม้จะมีการดำเนินคดีในภายหลัง แต่ก็ยังมีเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซง ทำให้การดำเนินการช้าเร็วต่างกัน รวมถึงความหนักเบาของข้อหาด้วย

             การชุมนุมครั้งนี้กลายเป็นบทพิสูจน์มาตรฐานทางกฎหมาย ที่ดำเนินการอย่างเด็ดขาด มีการจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 100 คน ในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศของเจ้าพนักงานที่ห้ามบุคคลเข้าออกในพื้นที่ซึ่งกำหนด ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง บางส่วนยังโดนข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งได้กระทำตามหน้าที่ตามมาตรา 139 กฎหมายอาญา ส่วนผลทางคดีจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่ดุลพินิจของศาล แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นว่า การละเมิดกฎหมายการชุมนุมจากนี้ไป ไม่ว่าฝ่ายใดก็จะถูกดำเนินคดี สิ่งสำคัญต้องทำอย่างโปร่งใส รัฐบาลได้สร้างมาตรฐานไว้แบบนี้ ในอนาคตหากมีความพยายามใช้ความรุนแรงก็ต้องโดนดำเนินการเช่นเดียวกัน กฎหมายจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุม แต่หากเร่งผลักดัน พ.ร.บ.ควบคุมฝูงชนออกมาใช้ เชื่อว่าในอนาคตจะไม่มีเหตุรุนแรงเผาบ้านเผาเมืองไม่ว่าสีไหน